โทรศัพท์ 1358
การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
ประชาสัมพันธ์หลักสูตรการฝึกอบรม “ปั้น SMEs New Age สู่ธุรกิจยุคดิจิทัล
ประชาสัมพันธ์หลักสูตรการฝึกอบรม “ปั้น SMEs New Age สู่ธุรกิจยุคดิจิทัล
“SMEs ถึงเวลาปรับตัวต้อนรับเทคโนโลยีสุดล้ำ แบบไร้รอยต่อ” กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ สถาบัน SMI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บูรณาการการดำเนินงานร่วมกันภายใต้โครงการพี่ช่วยน้อง (Big Brother) ในการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในหลักสูตร “ปั้น SMEs New Age สู่ธุรกิจยุคดิจิทัล” เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs **ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย** วันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2562 เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุม 1012 ชั้น 10 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คลิกเพื่อลงทะเบียนออนไลน์ สอบถามเพิ่มเติม : 02 345 1093 คุณทอม / คุณกิ๊ก
28 มี.ค. 2562
รายงานทางการเงิน
รายงานทางการเงิน
งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 68 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 67 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 66 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 65 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 64 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 63 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 62 งบการเงินกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานทางการเงิน กสอ. สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 61 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
28 มี.ค. 2562
รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการศักยภาพสูง
รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการศักยภาพสูง
ด้วยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จะดำเนินการรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป้นพนักงานราชการศักยภาพสูง อาศัยอำนาจตามความในข้อ 10 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ประกอบกับข้อ 5 ของคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เรื่องการสรรหาและการเลือกสรร การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการบริหารสัญญาจ้างของพนักงานราชการศักยภาพสูง พ.ศ. 2561 จึงประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการศักยภาพสูง คลิกเพื่อดูรายละเอียดของประกาศรับสมัครฯ คลิกเพื่อดาวน์โหลดใบสมัคร
27 มี.ค. 2562
สร้างเครือข่ายสู่สากล
สร้างเครือข่ายสู่สากล
2546 ริเริ่มโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น จากสถิติของการส่งออกสินค้าในกลุ่มแฟชั่นของไทย พบว่ามีแนวโน้มการส่งออกที่ลดลงตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มศักยภาพหรือเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจอุตสาหกรรมแฟชั่น นำไปสู่ความร่วมมือกันของภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ภายใต้การจัดสรรงบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2546 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งจัดตั้งสำนักงานบริหารโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2546 การดำเนินงานโครงการนี้ ใช้ยุทธศาสตร์ของ “การตลาดด้านแฟชั่น” เป็นตัวนำการพัฒนาทั้งระบบคือ ฉุดดึงและสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “แฟชั่น” ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำครบวงจร เพื่อให้ขยายตัวและเติบโตไปด้วยกัน โดยมีแนวคิดการพัฒนาใน 3 มิติ คือ สร้างคน สร้างธุรกิจ สร้างเมือง ดังนี้ มิติการสร้างคน : โครงการศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่น โครงการศูนย์รวบรวมแนวโน้มแฟชั่นโลก โครงการรวบรวมผลงานแฟชั่นนักออกแบบไทย มิติการสร้างธุรกิจ : โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจแฟชั่นสาขาอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ มิติการสร้างเมือง : โครงการจัดงานแสดงสินค้า โครงการเจาะตลาดเป้าหมาย โครงการสร้างภาพลักษณ์กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ. 2546 - 2548) โดยแบ่งระยะเวลาดำเนินโครงการระยะแรก 1 ปี 6 เดือน (เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2546) เพื่อระดมกำลัง ความคิดความสามารถในการดำเนินยุทธศาสตร์ ผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางแฟชั่น (Fashion Center) ของภูมิภาคใน พ.ศ. 2548 และเป็นศูนย์กลางแฟชั่นแห่งหนึ่งของโลกภายใน พ.ศ. 2555 2547 เพิ่มโอกาสผ่านโครงการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) สืบเนื่องจากการที่สถาบันศศินทร์และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้เชิญศาสตราจารย์ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาให้คำแนะนำในฐานะเป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย และมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Competitiveness : Creating the Foundations for Higher Productivity” เมื่อ พ.ศ. 2546 หนึ่งใน 6 แนวทางหลักที่ศาสตราจารย์พอร์เตอร์ ได้เสนอแนะไว้ คือ การที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องประสานงานร่วมกันเพื่อสร้างคลัสเตอร์ (Cluster) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกอันสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการปฏิบัติ และขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างและพัฒนาการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ภายใต้กรอบของคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (National Committee on Competitive Advantage : NCC) โดยได้เริ่มดำเนินการส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างและพัฒนาการรวมกลุ่มได้ประมาณ 58 กลุ่ม โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญ ๆ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป 2548 เริ่มความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเป็นระบบ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดำเนินการเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานส่วนหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ โดยมีการจัดทำโครงการขอรับความช่วยเหลือในแทบทุกสาขาต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต จนมาถึง พ.ศ. 2548 จึงได้เริ่มโครงการความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ โครงการความร่วมมือกับ GTZ (พ.ศ. 2548) ช่วง พ.ศ. 2548 - 2549 ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตน้ำมันปาล์มของไทยทั้งหมดร้อยละ 63 ใช้บริโภคในประเทศ ร้อยละ 30 ใช้เพื่อการผลิตไบโอดีเซล และส่วนที่เหลือร้อยละ 7 เพื่อการส่งออก ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตที่ประชาชนให้ความสนใจ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงร่วมมือกับสำนักงานเพื่อความร่วมมือทางวิชาการแห่งประเทศเยอรมนี (GTZ) จัดทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมในพื้นที่ ความร่วมมือครั้งนี้ เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ทั้งด้านการส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน เกิดการรวมกลุ่มคลัสเตอร์น้ำมันปาล์ม เพื่อสร้างเครือข่ายและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและเกษตรกรเครือข่าย ด้านการส่งเสริมเกษตรกรให้มีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มและวิธีการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนต้นเก่า ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การตลาด รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในโรงงาน โดยมีการนำร่องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนที่จะขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น (พ.ศ. 2552) วิกฤตการเงินโลกใน พ.ศ. 2551 ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกหดตัวอย่างรุนแรง รวมถึงเศรษฐกิจไทย ประกอบกับขณะนั้นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเริ่มคลี่คลายลง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการมองไปข้างหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรม สร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน และที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังเป็นคู่ค้าและเป็นนักลงทุนที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทยมาโดยตลอด จึงได้หารือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization : JETRO) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) เพื่อความร่วมมือในการดำเนินงานโต๊ะญี่ปุ่น (Japan Desk) เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษากับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะทำธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น และผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐไทยกับภาครัฐญี่ปุ่น และภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนญี่ปุ่น ความร่วมมือดังกล่าวได้สนับสนุนการทำธุรกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุนในระยะเวลาต่อมา ร่วมมือกับ JICA พัฒนา SMEs ในภูมิภาค (พ.ศ. 2553) ในโอกาสครบรอบ 120 ปี ในการสถาปนาทางการทูตระหว่างไทย - ญี่ปุ่น และการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Japan - Thailand Economic Partnership Agreement : J-TEPA) ทั้งสองประเทศจึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมไทย – ญี่ปุ่น ขึ้น เพื่อเร่งสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในเชิงรุกด้านต่างๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เช่น โครงการพัฒนาเครื่องมือและวางระบบส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ในภูมิภาค โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นเพื่อมาให้คำปรึกษาแนะนำในการพัฒนาเครื่องมือและระบบในการให้บริการ SMEs ในภูมิภาค โดยนำร่องที่จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน มีระยะเวลาดำเนินโครงการประมาณ 2 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2552 – 2554 ปรากฏว่าโครงการนำร่องทั้งสองพื้นที่ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และเป็นไปตามเป้าประสงค์และแผนงานที่วางไว้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือในการขยายช่องทางการตลาดของ SMEs ขององค์การเพื่อการส่งเสริมเอสเอ็มอีและนวัตกรรมภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (Small & Medium Enterprises and Regional Innovation : SMRJ) ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน SMES Expo ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้พื้นที่กับผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมแสดงในงาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงงาน จำนวน 16 ราย และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมทั้งมีผู้สนใจเข้ารับข้อมูลจากผู้ประกอบการภายในงานไม่ต่ำกว่า 100 ราย ร่วมมือกับ UNIDO จัดทำ รายงานการพัฒนาอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2555) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน จึงร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จากประเทศเวียดนาม จัดทำรายงานการพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrial Development Report 2011) ภายใต้ชื่อ “ประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน : กับสิ่งแวดล้อมเงินปันผลเศรษฐกิจและสังคม” (Industrial energy efficiency for sustainable wealth creation: capturing environmental, economic and social dividends) รายงานดังกล่าวเป็นผลการดำเนินงานของ UNIDO ซึ่งระบุว่าจากปริมาณการใช้พลังงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศกำลัง พัฒนามุ่งลดช่องว่างระหว่างรายได้กับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น โดยใช้หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ผลจากรายงานนี้มุ่งหวังว่า จะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีผลิตภาพเพิ่มมากขึ้น โดยในการดำเนินงานUNIDO จะสนับสนุนงบประมาณ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนสถานที่และประสานงานภาคเอกชนไทย มีเป้าหมายให้ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมโครงการ 100 โรงงาน และผลักดันแนวทางนี้สู่ประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไป โครงการฯ นี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงกัน 3 ส่วนได้แก่ การเข้าถึงบริการทางพลังงานที่ทันสมัยอย่างกว้างขวาง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว 2549 ปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีความสอดคล้องกับยุคสมัย และให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งปรับแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเน้นการสร้างและพัฒนารูปแบบ แนวทาง และขั้นตอนการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างหน่วยงานใหม่ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริหารและแผนงาน กลุ่มเทคโนโลยีและการจัดการ กลุ่มอุตสาหกรรมรายสาขาและกลุ่มผู้ให้บริการ โดยในแต่ละกลุ่มประกอบด้วยหน่วยงานระดับสำนัก ทำหน้าที่สร้างและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมอุตสาหกรรมและทำงานในลักษณะเชื่อมโยงบูรณาการกัน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการให้บริการผู้ประกอบการและวิสาหกิจ ต่อมาในปี 2550 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2549 โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาส่วนราชการและวิธีปฏิบัติงาน ตลอดจนระบบการบริหารบุคคลให้ทันสมัย รองรับกับยุทธศาสตร์และคำรับรองการปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีการจัดตั้งสำนักบริหารยุทธศาสตร์ และปรับเปลี่ยนสำนักงานเลขานุการกรม เป็นสำนักบริหารกลาง รวมทั้ง แยกสำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ เป็นสำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม และสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวและดูแลได้ทั่วถึง ทั้งนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551 2551 จัดตั้งศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมลำปาง นับจากที่มีการก่อตั้งศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือ ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก มาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเซรามิก จังหวัดลำปางอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2551 ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนของจังหวัดลำปาง จัดตั้งศูนย์แสดงและจำหน่วยสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมลำปาง เพื่อเป็นอาคารศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและสินค้าหัตถอุตสาหกรรมของจังหวัดลำปางที่ครบวงจร เป็นทั้งศูนย์กลางของการเจรจาการค้า (Business Center) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เป็นแหล่งบริการข้อมูล ข่าวสารและองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การบริหารจัดการ โดยให้บริการในลักษณะศูนย์บริการธุรกิจ (Business Opportunity Center : BOC) เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงกลุ่มอุตสาหกรรมของจังหวัดลำปางให้เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และเพื่อเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมการตลาดทั้งในระดับประเทศและระดับต่างประเทศ จัดตั้งสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน อุตสาหกรรมสนับสนุนเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าการลงทุนเป็นจำนวนมาก และเป็นหัวใจสำคัญต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนที่ต้องการจะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย เดิมทีกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มมีการรวมตัวกันเป็นชมรมและสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือกันในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่แล้ว สมาคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือตัวกลางนำเอาความต้องการจากสมาชิกส่วนใหญ่มาแจ้งให้ภาครัฐรับทราบ และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ จะนำเอาความต้องการของผู้ประกอบการมากำหนดนโยบาย วางแผนขับเคลื่อนและออกแบบกิจกรรมส่งเสริมให้ตรงกับความต้องการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่อุตสาหกรรมนั้น ๆ สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน (Alliance For Supporting Industries Association หรือ A.S.I.A) เป็นการรวมตัวของ 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมเครื่องจักรกลไทย สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตรายสมาคมสมองกลฝังตัวไทย สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศ และสมาคมไทยคอมโพสิทโดยมีสมาชิกรวมกันทั้งสิ้นกว่า 5,000 รายเพื่อผนึกกำลังและสร้างความร่วมมือในการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศมีความเข้มแข็ง สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกันระหว่างสมาชิก และประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งศูนย์เครือข่ายบริการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัยด้านอุตสาหกรรม การผลิตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงมีแนวคิดก่อตั้งศูนย์การวิจัยและทดสอบตามมาตรฐานสากลขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาศูนย์ทดสอบในต่างประเทศ โดยร่วมกับสถาบันวิจัย KOBELCO ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งโครงการศูนย์เครือข่ายบริการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัยด้านอุตสาหกรรม (Technical Service Network Center : TSNC) ขึ้น เปรียบเสมือนตัวกลางในการประสานความต้องการของลูกค้าในภาคการผลิตที่ต้องการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมของเมืองไทย ในเบื้องต้นศูนย์แห่งนี้มีหน้าที่จัดส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบยังศูนย์เครือข่าย สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สถาบันยานยนต์ (TAI) สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEI) สถาบันอาหาร (NFI) สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) สถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (TPI) โดยศูนย์เครือข่ายแต่ละแห่งนั้นจะมีห้องทดสอบ หรือห้องแล็บอยู่แล้ว ในขณะที่สถาบันวิจัย KOBELCO จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบสินค้าและการวิจัยในด้านต่าง ๆ เข้าไปให้ความรู้ และฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์เครือข่าย เพื่อให้การทดสอบและวิจัยนั้น ๆ ได้มาตรฐานเดียวกันกับสถาบันวิจัย KOBELCO ประเทศญี่ปุ่น จึงสร้างความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจาก TSNC จะเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่สากล และช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการในการนำสินค้าที่ผลิตไปทดสอบยังต่างประเทศ ริเริ่มโครงการสร้างและพัฒนาผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ส่วนใหญ่ยังขาดทรัพยากรและบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ การมีผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์คอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและสนับสนุนธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นมาก นี่คือความสำคัญของ “ผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม” (Service Provider : SP) หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant) ซึ่งจากการศึกษาของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพบว่า ยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของธุรกิจ และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีอยู่มีสภาพที่กระจัดกระจาย ขาดศูนย์รวมที่จะเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินการให้เป็นเอกภาพ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถรองรับและช่วยยกระดับคุณภาพของธุรกิจ SMEs ให้อยู่รอดและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 4 ส่วนคือ การพัฒนาผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบรับรองคุณภาพ ผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม การส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม และการส่งเสริมและสนับสนุนกลไกการใช้บริการผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรมให้แพร่หลายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลจากการดำเนินงานพบว่า สามารถพัฒนาศักยภาพของที่ปรึกษาทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายการเป็นที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างมีคุณภาพ 2554 การช่วยเหลือสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย มหาอุทกภัยใน พ.ศ. 2554 มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมทั้งสถานประกอบอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูภาคการผลิตและแรงงานอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ โดยเบื้องต้นได้จัดศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 5 ศูนย์ และประสานความช่วยเหลือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ซึ่งได้จัดรถสูบน้ำพร้อมอุปกรณ์จำนวน 10 คัน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจำนวน 30 คน เพื่อช่วยเหลือด้านการระบายน้ำออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ บางกะดี และนวนคร ทำให้โรงงานในนิคมฯ หลายแห่งทยอยกลับเข้าสู่ระบบการผลิตได้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากการส่งรถและผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ส่งมอบความช่วยเหลือด้านสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็นผ่านองค์กรต่างๆ รวมมูลค่า 1,000 ล้านเยนหรือประมาณ 400 ล้านบาท ฟื้นฟูสถานประกอบการ SMEs หลังน้ำลด อุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี ในประเทศไทย ตั้งแต่กลางปีถึงปลายปี 2554 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ภาคอุตสาหกรรมการผลิตหลายส่วนต้องหยุดชะงักชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่เริ่ม ชะลอตัวจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยมุ่งเน้นกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ครอบคลุม 31 จังหวัด ภายใต้งบกลางที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล 148 ล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 โดยการดำเนินงานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งในด้านการให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้น และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกช่วยเหลือกิจการในด้านต่าง ๆ ตามสภาพปัญหาของแต่ละแห่ง จากนั้นช่วยกระตุ้นตลาดด้วยการจัดพาผู้ประกอบการออกแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจ มีการจัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูสถานประกอบการ พร้อมทั้งจัดทำเว็บไซต์ www.ช่วยน้ำท่วม.com เพื่อเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมกันนี้ ได้จัดคลินิกอุตสาหกรรมและให้บริการเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปฟื้นฟูกิจการ ซึ่งผลการดำเนินงานได้รับผลเป็นที่น่าพอใจแม้ว่างบประมาณและระยะเวลาดำเนินงานจะมีจำกัดคือ มีระยะเวลาดำเนินการเพียง 5 เดือน (เมษายน - สิงหาคม พ.ศ. 2555) 2555 การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร อุตสาหกรรมอาหารไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในอาเซียน และจากสถานการณ์การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า มูลค่าการส่งออกมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 20 ต่อปี โดยสถิติ พ.ศ. 2554 อาหารแปรรูปของไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 7 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นรายได้หลักของประเทศ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอาหารของไทยยังประสบปัญหาด้านการรักษามาตรฐานและประสิทธิภาพของการผลิต ขาดการวิจัยและพัฒนาอาหาร ทั้งยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่สามารถบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงมีแนวคิดที่จะเริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารผ่านการวิจัยและพัฒนา ด้วยเชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยก้าวกระโดดไปข้างหน้าและผลิตอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ผ่านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร (Thailand Food Valley) หัวใจสำคัญคือ การเชื่อมต่อระหว่างภาครัฐ หน่วยงานมหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน โดยกำหนดพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอย่างเป็นระบบ เชิญชวนองค์กรธุรกิจเข้ามาลงทุนและมีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม โดยการสนับสนุนงบวิจัยและสิ่งอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาภาคเกษตรได้ อีกทั้งยังเพิ่มคุณค่าและมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกไม่เฉพาะแค่การเป็น “ครัวของโลก” เท่านั้น เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ใน พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่กติกาเศรษฐกิจใหม่ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งจะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายการผลิตการลงทุน แรงงานฝีมือ การค้าการบริการและเงินทุนระหว่างประเทศในกลุ่มอย่างเสรี การเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ AEC จึงเป็นภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ผ่านมากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้มีการวาง Roadmap to AEC เริ่มต้นจากจัดทำโครงการเตรียมความพร้อมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีหลักสูตรที่เน้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและผลกระทบต่อกิจการ หลักสูตรการประเมินศักยภาพและความสามารถของกิจการตนเอง เพื่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จากนั้นมีการประมวลผลในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อนำไปจัดทำแผนที่ธุรกิจ (Roadmap) เข้าสู่ AEC ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม เป็นต้น โดยหัวข้อการบรรยายจะมีการปรับให้เหมาะกับผู้เข้าอบรมในแต่ละสาขาอุตสาหกรรมและแต่ละพื้นที่เป้าหมายของโครงการนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเข้าสู่ AEC ทั้งด้านเทคโนโลยี ด้านบุคลากร ด้านเงินทุน และด้านการผลิต รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในสาขาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ใน พ.ศ. 2556 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ 9 สาขา คือ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์อุตสาหกรรมรองเท้าและผลิตภัณฑ์เครื่องหนังและอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4 รูปแบบ ประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการสาขาเป้าหมาย กิจกรรมสร้างและพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมพัฒนาสถานประกอบการเป้าหมาย และกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ
24 มี.ค. 2562