โทรศัพท์ 1358
การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
“วราวุธ” หารือ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กำชับโรงไฟฟ้า-โรงงาน เข้มงวด ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ป้องกันความเสี่ยงต่อระบบอุตสาหกรรมไทย
“วราวุธ” หารือ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กำชับโรงไฟฟ้า-โรงงาน เข้มงวด ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ป้องกันความเสี่ยงต่อระบบอุตสาหกรรมไทย
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน นำคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เข้าพบ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมหารือนโยบายด้านพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานของอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วม โดย นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการหารือดังกล่าว ณ ห้องประชุม อก.1 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในโอกาสดังกล่าว นายกสมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางยกระดับพลังงานภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการนำร่อง “ตลาดไฟฟ้าเสรี” รูปแบบ Private Grid และ Microgrid เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าคงเหลือของโรงงาน SPP ตลอดจนการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และการผลิตเพื่อซื้อขาย รวมถึงการผลักดัน “Super License” เพื่อปลดล็อกความล่าช้าในการขอใบอนุญาต ช่วยให้ภาคเอกชนเริ่มเดินเครื่องจักรได้ทันทีหลังก่อสร้างเสร็จ ทางด้าน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยศักยภาพของตนเอง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตเป็นพลังงานสะอาด อาทิ 1) ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) 2) ส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 3) ผลักดันโครงการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน และ 4) ผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ไปผลิตเป็น SAF (Sustainable Aviation Fuel) สำหรับประเด็นปัญหาและข้อเสนอของภาคเอกชน กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับไปหารือร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป อย่างไรก็ตาม รมว.อุตสาหกรรม ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่อง Cyber Security โดยกำชับให้โรงไฟฟ้า และโรงงานต่าง ๆ มีระบบป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบอุตสาหกรรมไทย
15 พ.ค. 2569
“รองอธิบดีดุสิต” นั่งหัวโต๊ะประชุม CIO เดินหน้าธรรมาภิบาลข้อมูล-AI Governance มุ่งสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะ” เต็มรูปแบบ
“รองอธิบดีดุสิต” นั่งหัวโต๊ะประชุม CIO เดินหน้าธรรมาภิบาลข้อมูล-AI Governance มุ่งสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะ” เต็มรูปแบบ
กรุงเทพฯ 8 พฤษภาคม 2569 - นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) ให้เกียรติเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งขับเคลื่อนองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ดีพร้อม (DIPROM) เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting การประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง กับเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเด็นการลดบทบาทเรื่อง Data Governance ในคณะกรรมการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (CIO) ขณะเดียวกันก็เพิ่มบทบาทด้านธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงานและลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ การเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Committee) และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Committee) เพื่อให้ครอบคลุมภารกิจสำคัญอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน รวมถึงแนวทาง ยกระดับคะแนนการประเมินความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล ปี 2569 ซึ่งทางสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ได้มีการ ปรับปรุงคะแนนใหม่ในบาง Pillar “รองอธิบดีดุสิตฯ” ได้ให้ข้อสังเกตการปรับขึ้นของเกณฑ์คะแนนการประเมินฯ ใน Pillar ที่ 2 กระบวนการพัฒนาด้วยข้อมูล (Data-driven Practices) และ Pillar ที่ 7 เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำไปใช้ (Digital Technology Practices) โดยเห็นว่า ดีพร้อม มีโครงการด้าน IT ที่สามารถตอบโจทย์ประเด็นในแต่ละ Pillar ได้ครอบคลุมอยู่แล้ว เช่น โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (DIPROM Data Platform) โครงการพัฒนาระบบบริการกลาง (Workflow Automation) อีกทั้งยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานบนพื้นฐานของข้อมูล และตัวอย่างการนำ Private AI มาประยุกต์ใช้กับการทำงานของกระทรวงในด้านกฎหมายและการให้บริการภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในระบบของตนเอง ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการตรวจสอบย้อนหลัง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันทบทวนแผนปฏิบัติการดิจิทัลของ กสอ. (พ.ศ. 2566 - 2570) ประจำปี 2569 เพื่อให้สอดรับกับบริบทและสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน AI ของ กสอ. (พ.ศ. 2569 -2571) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “องค์กรอัจฉริยะ“ (Intelligent Organization) ที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานจากรูปแบบเดิมไปสู่ระบบอัตโนมัติและใช้ AI เข้ามาช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรภายในองค์กร นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาการดำเนินงานบนแพลตฟอร์ม “Hot Issues” เพื่อใช้เป็นช่องทางสื่อสารข้อเท็จจริงและชี้แจงประเด็นสำคัญสู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
15 พ.ค. 2569
“อธิบดีณัฏฐิญา“ ผนึก สสว. อบรมทีมนักวินิจฉัยมืออาชีพ เตรียมปล่อยทัพลงพื้นที่ช่วยกอบกู้ SMEs ไทย ฟื้นฟูธุรกิจสู้วิกฤตพลังงาน และวิกฤตเศรษฐกิจปี 69 อย่างตรงจุด
“อธิบดีณัฏฐิญา“ ผนึก สสว. อบรมทีมนักวินิจฉัยมืออาชีพ เตรียมปล่อยทัพลงพื้นที่ช่วยกอบกู้ SMEs ไทย ฟื้นฟูธุรกิจสู้วิกฤตพลังงาน และวิกฤตเศรษฐกิจปี 69 อย่างตรงจุด
กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2569 - นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการฝึกอบรม หลักสูตร “การอบรมผู้เชี่ยวชาญ นักวินิจฉัย (ReView A)” พื้นที่ภาคกลาง ภายใต้โครงการฟื้นฟูธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ ภูนิลวาลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพิเศษและพัฒนาองค์กร จาก สสว. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดย นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องประกายเพชร โรงแรมเอเชีย การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างกรอบความรู้ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ จากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. ให้แก่ทีมผู้เชี่ยวชาญ และทีมนักวินิจฉัยดีพร้อมในพื้นที่ภาคกลาง รวมจำนวน 60 คน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในทีมนักวินิจฉัยที่จะร่วมลงพื้นที่ เพื่อทำการประเมิน วิเคราะห์และวินิจฉัยสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Rebuild SMEs ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการทั่วประเทศจำนวน 800 กิจการ โดยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น โดยดีพร้อม มุ่งเน้นในการเร่งเยียวยาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SMEs ไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจ โดยทีมนักวินิจฉัยมืออาชีพ เพื่อที่จะได้แนวทางแก้ไขธุรกิจอย่างตรงจุดและเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแรง ทั้งนี้ ดีพร้อม ได้กำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของ SMEs ไว้ ดังนี้ 1) การลดต้นทุน (Cost Reduction) เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานและการบำรุงรักษาเครื่องจักรเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Capacity Utilization) 2) การเพิ่มประสิทธิภาพ (Energy Efficiency เน้นการใช้เครื่องมือจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์หาจุดที่พลังงานรั่วไหลในกระบวนการผลิต 3) การใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Energy) เน้นสนับสนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานทดแทน อาทิ ระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และ 4) การเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการเชื่อมโยงสู่ "สินเชื่อพลังงานดีพร้อม" (DIPROM Energy Efficiency) เพื่อนำไปลงทุนในการปรับปรุงเครื่องจักรและนวัตกรรมเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน “อธิบดีณัฏฐิญา” กล่าวว่า ดีพร้อม ได้ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยที่แม่นยำ ซึ่งนับว่าเป็น "กุญแจสำคัญ" ในการฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ โดยการส่ง "นักวินิจฉัย" เข้าไปประเมินธุรกิจ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงและให้ความช่วยเหลือแบบครบวงจร โดยเน้นการให้คำปรึกษาแนะนำที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การพัฒนาวัตถุดิบและระบบ Smart Farming กลางน้ำ คือ การยกระดับระบบโลจิสติกส์ สต็อกสินค้า และประสิทธิภาพเครื่องจักร และปลายน้ำ โดยการสร้างอัตลักษณ์ผ่านบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงกล่าวได้ว่า “เราไม่ได้เพียงแค่ช่วยให้เขาอยู่รอด แต่เรากำลังสร้างมาตรฐานใหม่ ให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” อธิบดีณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย
15 พ.ค. 2569
ประเทศไทยต้องไปต่อ
ประเทศไทยต้องไปต่อ
❛❛ประเทศไทยในฝัน ร่วมผลักดันให้เป็นจริง❜❜ ประเทศไทยต้องไปต่อ...อนาคตที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน ? ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) และติดตามความก้าวหน้าของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ได้ที่ 14thplan.nesdc.go.th #แผน14 #เราคิดเราเห็นเราเป็นได้ #สภาพัฒน์
12 พ.ค. 2569
“อธิบดีณัฏฐิญา” ดัน “คนดีพร้อม” ผ่านการตอบรับทุนรัฐบาล ปี68 แล้ว4ราย ได้ไปต่อทั้งทุนศึกษา และทุนอบรม “ปลัดณัฐพล” หนุนทุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นำผู้บริหาร ถกทุน ก.พ. ปี 69 “ดีพร้อม” เฮได้จัดสรรอีก 3 ทุนรัฐบาล เตรียมติดสปีดพัฒนาคนดีพร้อมสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
“อธิบดีณัฏฐิญา” ดัน “คนดีพร้อม” ผ่านการตอบรับทุนรัฐบาล ปี68 แล้ว4ราย ได้ไปต่อทั้งทุนศึกษา และทุนอบรม “ปลัดณัฐพล” หนุนทุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นำผู้บริหาร ถกทุน ก.พ. ปี 69 “ดีพร้อม” เฮได้จัดสรรอีก 3 ทุนรัฐบาล เตรียมติดสปีดพัฒนาคนดีพร้อมสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
กรุงเทพฯ 8 พฤษภาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ของ อก. ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ร่วมด้วย คณะกรรมการฯ ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting การประชุมดังกล่าว ฝ่ายเลขานุการฯ ได้นำเสนอรายละเอียดวาระต่าง ๆ ของการประชุม ดังนี้ 1) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) 2) กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการจัดสรรทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จากสำนักงาน ก.พ. (ทุนพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ซึ่งเป็นทุนสำหรับผู้ที่ได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษา หรือฝึกอบรมจากสถาบันการศึกษา) จำนวน 7 ทุน โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ได้รับการจัดสรร จำนวน 3 ทุน ได้แก่ 1) ทุนศึกษา : สาขาวิชา (Business and Administration) 2) ทุนฝึกอบรม สาขาวิชา Insurance and Risk Management / Supply Chain Risk Management และ 3) ทุนฝึกอบรม สาขาวิชา Digital Supply Chain / Supply Chain Resilience /Global Logistics ขณะเดียวกัน ฝ่ายเลขาฯ ยังได้นำเสนอร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว โดยคณะกรรมการฯ ร่วมกันพิจารณาให้ข้อเสนอแนะร่วมกัน และมีมติในการจัดทำองค์ประกอบของคำสั่งคณะอนุกรรมการฯ ให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นประธานฯ รองหัวหน้าส่วนราชการที่กำกับดูแลด้านบุคลลากรเป็นรองประธานฯ พร้อมทั้งให้ระดับผู้อำนวยการทุกหน่วยงานในสังกัดภายในของหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ และระดับเลขานุการกรมเป็นฝ่ายเลขา นอกจากนี้ แต่ละหน่วยที่ได้รับการจัดสรรทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ยังได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานอีกด้วย ซึ่ง ดีพร้อม ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว สามารถคว้าได้ถึง 4 ราย
11 พ.ค. 2569
“ดีพร้อม x โตโยต้า” ผนึกกำลังดันโมเดลธุรกิจใหม่ Share Logistics ใช้รถเที่ยวกลับ ลดต้นทุนค่าขนส่ง ช่วยผู้ประกอบการไทย ฝ่าวิกฤตพลังงาน ดันภาคเหนือสู่ต้นแบบโลจิสติกส์ยั่งยืน
“ดีพร้อม x โตโยต้า” ผนึกกำลังดันโมเดลธุรกิจใหม่ Share Logistics ใช้รถเที่ยวกลับ ลดต้นทุนค่าขนส่ง ช่วยผู้ประกอบการไทย ฝ่าวิกฤตพลังงาน ดันภาคเหนือสู่ต้นแบบโลจิสติกส์ยั่งยืน
จ.เชียงใหม่ 7 พฤษภาคม 2569 - นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ด้วยทางเลือกขนส่งเที่ยวกลับ (Backhaul)” โดยมี นางสาวจินดา ธนาดำรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 พร้อมคณะผู้บริหารจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำโดย นายสิริวิทย์ ปรีชาศุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนองค์กร และนางสาวลัชชานันท์ มากพานิชย์วัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ นายสมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการเข้าร่วม ณ ห้องประชุมหิรัญญิการ์ DIPROM Center 1 และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting การประชุมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “Share Logistics” หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านโลจิสติกส์ ผ่านการใช้ประโยชน์จาก “รถเที่ยวกลับ” (Backhaul) ของเครือข่ายขนส่งอะไหล่โตโยต้า ที่เดิมต้องวิ่งกลับแบบเที่ยวเปล่า มาพัฒนาเป็นพื้นที่ขนส่งสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และกลุ่ม OTOP ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้ประมาณ 30–50% พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 50% สอดรับแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รองอธิบดีพลาวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก การสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องตามนโยบาย “One MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถเติบโต และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 หรือ DIPROM Center 1 (DC1) เป็นพื้นที่นำร่อง (Northern Sandbox) ในการขับเคลื่อนโมเดลความร่วมมือนี้ เนื่องจากภาคเหนือมีศักยภาพสูงด้านสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร สิ่งทอ งานหัตถกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์อย่างเหมาะสม โดยเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโมเดล “Resource Sharing” ด้านโลจิสติกส์ ที่ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบขยายผลสู่ภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต ภายในเวทีรับฟังความคิดเห็น ผู้ประกอบการให้ความสนใจบริการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ เช่น งาน OTOP Mid Year และ THAIFEX พร้อมเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอาหาร การป้องกันการปนเปื้อน การรองรับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น ของสด ผลไม้ และสินค้าเกษตร รวมถึงแนวทางการขยายเส้นทางขนส่งข้ามภูมิภาคในอนาคต ซึ่งทางโตโยต้าพร้อมนำข้อเสนอแนะไปพัฒนาระบบต่อไป พร้อมทั้ง มีการจัดแคมเปญพิเศษ มอบส่วนลดค่าขนส่ง 50% สำหรับผู้ใช้บริการครั้งแรก เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการในช่วงวิกฤตพลังงาน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยหลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านการจัดแพ็กสินค้าและการบริหารพื้นที่ขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการใช้งานจริง โดย DC1 จะทำหน้าที่ประสานงานและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
11 พ.ค. 2569
ดีพร้อม ผนึก 5 หน่วยงานรัฐ ปั้น “นิคมอุตสาหกรรม SME” เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน EV-อิเล็กทรอนิกส์โลก
ดีพร้อม ผนึก 5 หน่วยงานรัฐ ปั้น “นิคมอุตสาหกรรม SME” เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน EV-อิเล็กทรอนิกส์โลก
กรุงเทพฯ 6 พฤษภาคม 2569 นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ทางรอด SME ไทย สู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต: อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ” และกิจกรรม “The Experian Path: พลิกมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ” ภายใต้กิจกรรมสนับสนุนการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ โรงแรม เมเปิล เขตบางนา การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของ 5 หน่วยงานภาครัฐ (กสอ. กนอ. กรอ. SME D Bank และ สป.อว.) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมต้นแบบ พัฒนาเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รองอธิบดีพลาวุธ กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมเป็นแรงหนุนสำคัญให้ SME ไทยสามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาคการผลิตไทยเติบโตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน ด้วยการดำเนินกิจกรรม “นิคมอุตสาหกรรม SME" เพื่อช่วย SME ไทย ที่ประสบปัญหาโดยเฉพาะด้านการตลาดจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทรายใหญ่ หรือ Big Brother ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมจุดประกายไฟให้ SME ต้องรอด ด้วยการปรับตัว เช่น ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและการผลิต เพื่อเชื่อมสู่ห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม นโยบาย "นิคมฯ SME" มุ่งเน้นการลดต้นทุนการลงทุนและโลจิสติกส์ ซึ่งดีพร้อมมีกลไกการดำเนินงานผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ด้วยการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก กิจกรรม Business Matching และศึกษาดูงานนวัตกรรมความล้ำสมัยของบริษัท Big Brother เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับ SME ไทยสู่ระดับสากล โดยผู้ประกอบการ SME ทั้ง 20 กิจการ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ จะได้สัมผัสกับการถอดรหัสความต้องการของ Big Brother, สิทธิประโยชน์จาก BOI, การยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว (GI), การวัดระดับความพร้อมสู่ Industry 4.0 ด้วย Thailand i4.0 CheckUp การเยี่ยมชมนวัตกรรมและความสำเร็จของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ ตลอดจนโอกาสการก้าวสู่การเป็นคู่ค้ากับบริษัทรายใหญ่ในประเทศอย่างมืออาชีพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พลิกมุมมอง และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว
11 พ.ค. 2569
"รองอธิบดีพลาวุธ" ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม "เอส.เจ.อีควิปเมนท์ฯ" ชื่นชมวิสัยทัศน์การทำธุรกิจตามแนวทาง BCG Model เน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันมาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้เครื่องมือแพทย์ไทยสู่ระดับสากล
"รองอธิบดีพลาวุธ" ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม "เอส.เจ.อีควิปเมนท์ฯ" ชื่นชมวิสัยทัศน์การทำธุรกิจตามแนวทาง BCG Model เน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันมาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้เครื่องมือแพทย์ไทยสู่ระดับสากล
จ.ลำพูน 7 พฤษภาคม 2569 - นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม บริษัท เอส.เจ.อีควิปเมนท์ แอนด์ แคร์ จำกัด พร้อมด้วย นางสาวจินดา ธนาดำรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 และเจ้าหน้าที่ DIPROM Center 1 โดยมี นายเสกสรร คชพรม กรรมการผู้จัดการ ให้การต้อนรับ ณ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน บริษัท เอส.เจ.อีควิปเมนท์ แอนด์ แคร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ในทางการแพทย์ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัย และกระดาษทิชชู่เช็ดหน้า ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ควบคู่กับการดูแลและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม อาทิ การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ด้วยการแชร์เที่ยวขนส่งสินค้าร่วมกับผู้ผลิตรายอื่นในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการปรับรูปแบบการจำหน่ายกระดาษทิชชูจากเดิมแบบพร้อมแกะใช้งาน มาเป็น “ทิชชูรีฟีลยกแพค” เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้พลาสติก พร้อมปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต้นทุน โดยยังคงรักษาคุณภาพสินค้าไว้ในมาตรฐานเดิม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งฝั่งคู่ค้าและผู้บริโภค “รองอธิบดีพลาวุธ” ได้กล่าวชื่นชมผู้ประกอบการในด้านการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ ตลอดจนการนำซอฟต์แวร์ ระบบ ERP และ AI มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยปัจจุบันมีการนำมาใช้งานด้านบัญชี การบริหารสินค้า และวัตถุดิบคงคลัง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งได้แนะนำแนวทางการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ผ่านบริการของโตโยต้า ซึ่งมีระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าแบบเที่ยวเปล่า หรือ Backhaul เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยปัจจุบันได้มีการนำร่องดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือเป็นแห่งแรก สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้เติบโต พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำว่า “ดีพร้อม” มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นด้าน Carbon Credit และ Net Zero ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการในปัจจุบันจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมและกติกาการค้าโลกต่อไปในอนาคต
11 พ.ค. 2569
“ครัวดินสู่ฟ้า : ดีพร้อม x ไทยแอร์เอเชีย” เชื่อมครัวชุมชนสู่ประสบการณ์ความอร่อยบนเครื่อง ติดอาวุธผู้ประกอบการ ปลดล็อกมูลค่าอาหาร Local สู่ภาคการบิน พร้อมเสริมโอกาสสู่ตลาดอาหารพรีเมี่ยม
“ครัวดินสู่ฟ้า : ดีพร้อม x ไทยแอร์เอเชีย” เชื่อมครัวชุมชนสู่ประสบการณ์ความอร่อยบนเครื่อง ติดอาวุธผู้ประกอบการ ปลดล็อกมูลค่าอาหาร Local สู่ภาคการบิน พร้อมเสริมโอกาสสู่ตลาดอาหารพรีเมี่ยม
กรุงเทพฯ 7 พฤษภาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานแถลงผลสำเร็จ “กิจกรรมยกระดับอาหารท้องถิ่นจากครัวดินสู่ฟ้า” พร้อมด้วย นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางสาวอรอนงค์ เมธาพิพัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าเเละบริการบนเครื่องบิน สายการบินไทยแอร์เอเชีย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานดังกล่าว ณ โรงแรมอัศวิน คอนเวนชัน หลักสี่ อธิบดีณัฏฐิญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ “อาหารถิ่นไทย” ที่ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญและมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดโลก ดีพร้อม จึงเดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านกิจกรรม “ยกระดับอาหารท้องถิ่นจากครัวดินสู่ฟ้า” เพื่อผลักดันของดีชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมและเชื่อมโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีมาตรฐานด้านอาหารระดับสากล กิจกรรมดังกล่าว มุ่งพัฒนาและบ่มเพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การบริหารต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการสร้างเรื่องราวสินค้า (Storytelling) ควบคู่กับองค์ความรู้เฉพาะด้านสำหรับการพัฒนาอาหารบนเครื่องบิน อาทิ การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้โดยสาร การออกแบบเมนูและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการให้บริการบนเที่ยวบิน รวมถึงมาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมการบินร่วมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ดีพร้อม ได้คัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบ 5 กลุ่มจากทั่วประเทศ ได้แก่ ร้านน้องโจ๊ก จ.กระบี่ ที่โดดเด่นด้านเครื่องแกงใต้, เฮือนคำนาง จ.ขอนแก่น ผู้พัฒนาข้าวเหนียวฮางไฟด้วยนวัตกรรม, ลุงอเนก จ.เพชรบุรี ผู้สืบสานขนมหม้อแกง GI จากน้ำตาลโตนดแท้, Rin Interfood จ.สมุทรสาคร ที่ยกระดับปลาเค็มรวนด้วยเทคโนโลยีการถนอมอาหาร และ Trulyhill กาแฟอินทรีย์ Single Origin จากอมก๋อย ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยผู้ประกอบการทั้งหมดได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาสูตร การผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดระดับสากลและการให้บริการบนเที่ยวบินในอนาคต “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารถิ่น ไม่ใช่เพียงการรักษารสชาติดั้งเดิม แต่คือการต่อยอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชุมชนให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ผ่านแนวคิด “ครัวดินสู่ฟ้า” ที่ผสานเสน่ห์ของชุมชนและท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานระดับพรีเมียม เพื่อสร้างเป็นประสบการณ์และวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของไทยได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีณัฏฐิญากล่าวทิ้งท้าย
11 พ.ค. 2569
“รองอธิบดีพลาวุธ” บินตรงเมืองนครพิงค์ ตรวจเยี่ยม DC 1 มอบนโยบาย เน้นย้ำการพัฒนาทักษะองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ให้สามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน
“รองอธิบดีพลาวุธ” บินตรงเมืองนครพิงค์ ตรวจเยี่ยม DC 1 มอบนโยบาย เน้นย้ำการพัฒนาทักษะองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ให้สามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน
จ.เชียงใหม่ 7 พฤษภาคม 2569 - นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 หรือ DIPROM Center 1 พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานแก่บุคลากรดีพร้อม โดยมี นางสาวจินดา ธนาดำรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ DIPROM Center 1 ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมหิรัญญิการ์ DIPROM Center 1 ในการประชุมครั้งนี้ “รองอธิบดีพลาวุธ” ได้มอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกในทุกๆ ด้าน เพื่อให้สามารถเป็นที่พึ่งพาของผู้ประกอบการ และขอให้เจ้าหน้าที่ DC1 ร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยยังคงให้ใช้แนวทาง WFH (Work from Home) หรือ WFA (Work from Anywhere) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง ภายใต้วิกฤตด้านพลังงานในปัจจุบัน ยังคงให้มีการควบคุมการใช้รถยนต์ราชการร่วมเส้นทาง ควบคุมการเปิด–ปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวสู่แนวในทางดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญของเพิ่มทักษะความรู้ให้บุคลากรดีพร้อม และการขับเคลื่อนโครงการ / กิจกรรมต่างๆ ภายใต้นโยบาย ONE MIND ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมโดยการบูรณาการการทำงานในทิศทางเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ประกอบด้วย เสาที่ 1 People Engagement การฟังเสียงประชาชนด้วยระบบที่รวมทุกช่องทางปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว เสาที่ 2 Policy Execution การวางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาล พร้อมตั้งเป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสาที่ 3 Legal Reform การปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง และ เสาที่ 4 Minister’s Passion การทำงานภายใต้โจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมทั้งการตอบสนองนโยบายในเรื่องผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมทั้งร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดัน กองทุนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SME รวมถึงเรื่องตลาดคาร์บอนเครดิตรองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ ซึ่งล้วนถือเป็นประเด็นใหม่ที่ดีพร้อมต้องให้ความสำคัญในการดำเนินงานในภาพรวมต่อไปในอนาคต ช่วงท้ายของการประชุม รองอธิบดีพลาวุธ ได้มอบโอวาทและให้แนวทางการทำงานแก่บุคลากรดีพร้อม DC 1 โดยเน้นย้ำให้มีการพัฒนาตนเอง เสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะใหม่ๆ โดยใช้โอกาสจากการลงพื้นที่ดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม ต่างๆ ของดีพร้อม เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ฝึกฝน อาทิ ทักษะการตั้งคำถาม เก็บข้อมูล การพูดคุยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ตลอดจนทักษะการเป็นนักวินิจฉัย เพื่อที่จะได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้นั้นไปต่อยอดและพัฒนาตนเองให้สามารถเป็นที่ปรึกษามืออาชีพ และเป็นที่พึ่งพาของผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทยได้ต่อไป
11 พ.ค. 2569