โทรศัพท์ 1358
การค้นหาขั้นสูง

หมวดหมู่
พัฒนาอุตสาหกรรมครบวงจร
พัฒนาอุตสาหกรรมครบวงจร
2523 ริเริ่มโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีงานทำ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และกระจายรายได้สู่ชนบท ซึ่งเป็นการเกื้อหนุนการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคของประเทศ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ และพัฒนาผู้ประกอบการที่มีอยู่เดิมให้เป็น ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพ รู้หลักการคิดก่อนการลงทุนหรือขยายกิจการ และสามารถบริหารงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยดำเนินการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องทุกจังหวัด ปัจจุบัน ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2557 มีสมาชิกผ่านการฝึกอบรมโครงการ คพอ. จำนวน 280 รุ่น มีสมาชิกกว่า 8,800 ราย กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ 2525 ริเริ่มโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย รัฐบาลมีนโยบายอย่างชัดเจนในการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบัน ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งเติบโตรุดหน้า มีความสามารถในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ พัฒนาการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนพัฒนาการตลาดต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ แต่ด้วยผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมักมีเงินทุนน้อย อาจก่อเกิดปัญหาสภาพคล่อง (Cash Flow) เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน จนอาจส่งผลกระทบการประกอบธุรกิจ และการรักษาสภาพการจ้างแรงงาน โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยจึงเป็นอีกหนึ่งบริการที่เกื้อหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนดำเนินกิจการต่อไปได้ ด้วยการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับจัดหาวัตถุดิบ เครื่องมือ อุปกรณ์ การผลิต การจ้างแรงงานในการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการรับซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ จากจุดเริ่มต้นของโครงการในปี พ.ศ. 2525 ที่มีเงินทุนเริ่มแรกเพียง 4 ล้านบาท ปัจจุบันเงินทุนได้เพิ่มจำนวนเป็น 450 ล้านบาท โดยให้บริการกู้ยืมตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึง 1 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่เพียงร้อยละ 6 ตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคใต้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ขยายบริการเพิ่มเติมไปยังส่วนภูมิภาค โดยจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคใต้ ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2525 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรมในภาคใต้ตอนล่าง ต่อมาใน พ.ศ. 2539 ได้เปลี่ยนเป็นศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคใต้ตอนล่าง และเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 ใน พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างได้แก่ สงขลา ปัตตานี ตรัง ยะลา พัทลุง สตูล นราธิวาส 2526 ตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น จัดตั้งขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) ซึ่งให้ความสำคัญกับประชาชนในชนบทให้สามารถช่วยเหลือตนเองและชุมชนได้มากกว่าจะมองที่ผลผลิตและรายได้ของประเทศ ต่อมาใน พ.ศ. 2540 ได้เปลี่ยนเป็นศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 ปัจจุบันมีพื้นที่รับผิดชอบ 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สกลนคร 2527 ริเริ่มดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากเจตนารมณ์ในการสืบสานตามโครงการพระราชดำริ เพื่อการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของทุกภูมิภาค ให้มีงานทำ มีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพหลัก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้น้อมนำพระราชดำริสู่การปฏิบัติ โดยสนับสนุนด้านวิชาการในการพัฒนาและฝึกอบรมราษฎร รวมทั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น สนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เน้นในเรื่องของการพัฒนาอาชีพของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน เป็นหน่วยงานบริหารโครงการ และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคต่าง ๆ เป็นหน่วยงานร่วม แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน รวม 9 โครงการ ได้แก่ โครงการศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ดำเนินการโดย สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี (ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคต่าง ๆ) โดยแต่ละโครงการจะมีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมชาวบ้านในด้านการพัฒนาการผลิต และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานและคุณภาพสอดคล้องตามความต้องการของตลาดนอกจากนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังได้มีการจัดกิจกรรม รวมถึงจัดทำโครงการสนับสนุนการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอื่น ๆ อีกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันโดยมีโครงการเด่น ๆ ดังต่อไปนี้ งานวันกระจูด (พ.ศ. 2527) เนื่องด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงสนพระทัยในงานฝีมือเสื่อกระจูด ที่ราษฎรทำอยู่ เพราะมีลวดลายสวยงาม น่าจะได้มีการส่งเสริมและอนุรักษ์ให้เป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้าน ให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้รับมอบหมายร่วมกับจังหวัดนราธิวาสให้จัดประกวดและแข่งขันผลิตภัณฑ์เสื่อกระจูดขึ้นเรียกว่า งานวันกระจูด ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2527 ณ ศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดประกวด และแข่งขันการสานเสื่อกระจูด การแสดงสินค้ากระจูดและการแสดงแนวคิดด้านการออกแบบใหม่ ๆ โดยใช้กระจูดในงานดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จทอดพระเนตรการประกวดและแข่งขันสานเสื่อกระจูด การสาธิต และการจัดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 เนื่องจากการจัดงานได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีจึงมีการจัดงานวันกระจูดขึ้นอีกในปีถัดมา และมีการจัดอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ศูนย์อุตสาหกรรมอัญมณี จังหวัดพะเยา (พ.ศ. 2543) ศูนย์อุตสาหกรรมอัญมณี จังหวัดพะเยา เป็นโครงการหนึ่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ศูนย์ฯ แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งหวังให้เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับราษฎรในจังหวัดพะเยา ซึ่งประสบปัญหาความยากจน แต่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานดั้งเดิมและทักษะเชิงช่างอัญมณีและเครื่องประดับมาก่อน พิธีเปิดศูนย์ฯ มีขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2543 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี รูปแบบการดำเนินการประกอบด้วยการฝึกอบรมที่ครบวงจร อาทิ การเจียระไนอัญมณี การทำเครื่องประดับเงิน ทำให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วสามารถเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือประกอบอาชีพในลักษณะของอุตสาหกรรมในครอบครัวเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ศูนย์ฯยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ ตลอดจนงานฝีมือประเภทหัตถกรรมของภาคเหนือและสินค้าเกษตรอีกด้วย โครงการรักษ์อัมพวา สร้างเสน่ห์ชุมชน (พ.ศ. 2549) โครงการรักษ์อัมพวาเป็นหนึ่งในโครงการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2549 และวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา ใน พ.ศ. 2550 ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้ดำเนินการภารกิจสำคัญของโครงการรักษ์อัมพวาคือ การร่วมฟื้นฟูและสืบสานชีวิตพอเพียงแบบอัมพวา โดยเสริมสร้างปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เพื่อให้เอกลักษณ์แห่งวิถีภูมิปัญญาไทยดำรงไว้ให้ยั่งยืน และเสริมสร้างศักยภาพการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้พึ่งพาและมองเห็นเสน่ห์ในวิถีของตนเอง อาทิ การสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่มีเสน่ห์และเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น อย่างขนมไทย น้ำตาลปึก หรือผลไม้ เพื่อสร้างอัมพวาเป็นชุมชนต้นแบบของการอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและพัฒนาผ้าทอกะเหรี่ยง (พ.ศ. 2555) สืบเนื่องจากพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555 คราวเสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเยี่ยมโรงเรียนและราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้ทำการอนุรักษ์ปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ากะเหรี่ยงไว้ให้อยู่ควบคู่กับวิถีชีวิตของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก และจังหวัดตาก ดำเนินการสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือ จนสรุปเป็นหลักคิด “การตลาดนำการผลิต” ด้วยการจัดกิจกรรมฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่ชาวกะเหรี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จากนั้นสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ให้สามารถรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตด้วยการส่งเสริมให้มีการก่อตั้งกลุ่มผู้ประกอบการสิ่งทอขึ้น จากนั้นทำการทดลองตลาดในร้านภูฟ้า และในร้านอุปนายิกา งานกาชาด ประจำปี 2555 ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม ลูกค้ามีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์อย่างมาก นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมทั้งช่วยให้ราษฎรชาวกะเหรี่ยงเกิดความภูมิใจและหวงแหนภูมิปัญญาของตน ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณค่าที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน 2531 ก่อตั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ ช่วง พ.ศ. 2530 - 2531 ประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจ และการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก มีการขยายกำลังการผลิตอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่จะมาสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ได้มีการพัฒนาให้เติบโตตามไปด้วย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ก่อตั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ : MIDI ขึ้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยเน้นกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานขึ้นรูปโลหะ ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่สำคัญ เนื่องจากชิ้นส่วนต่าง ๆ ล้วนทำจากโลหะ พลาสติก และจากเครื่องจักรในการผลิตเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังได้มีการจัดตั้งชมรมและสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนของประเทศไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศอีกด้วย ภายหลังเมื่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีการปรับโครงสร้างองค์กร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2539 สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน พร้อมกับขยายการดำเนินงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 2532 ตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันตก และภาคตะวันออก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ขยายงานบริการไปสู่ส่วนภูมิภาค เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการปฏิบัติงาน และร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและประชาชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมทั้งเป็นแกนกลางในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาค โดยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2532 มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 ปัจจุบันมีพื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี สระบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ถัดมาในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคตะวันตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันคือศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 มีพื้นที่รับผิดชอบ 10 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งศูนย์พัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาภาคเหนือ สืบเนื่องจากภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดลำปาง มีผู้ประกอบการด้านเครื่องเคลือบดินเผาจำนวนมาก ประกอบกับภาครัฐเองก็ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ การผลิตต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และมีการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาค คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิกขึ้น เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 ในรูปโครงการศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาภาคเหนือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรมเซรามิกของท้องถิ่นและของประเทศให้มีมาตรฐานด้านคุณภาพเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ และสามารถผลิตสินค้าที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ ระหว่าง พ.ศ. 2535 - 2540 ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิกได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งได้ให้การสนับสนนุในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผลิต การส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมเซรามิกมาประจำที่ศูนย์ฯ และส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น เดิมศูนย์ฯ แห่งนี้สังกัดศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้น ใน พ.ศ. 2538 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผา ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขากรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และต่อมาใน พ.ศ. 2551 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการแบ่งส่วนราชการเป็นการภายในใหม่จึงได้ปรับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก”
24 มี.ค. 2562
ส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค
ส่งเสริมอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค
2515 สำรวจเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการกระจายโรงงานอุตสาหกรรมที่กระจุกตัวกันอยู่ในกรุงเทพมหานครออกสู่ต่างจังหวัด และขจัดปัญหาแรงงานอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำโครงการสำรวจเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาค โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาปฏิบัติงาน โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ วางแผน และกระจายการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ต่างจังหวัด โดยมีการสำรวจขั้นต้นเพื่อวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล ผลการสำรวจครั้งนั้นพบว่า ควรมีการจัดตั้งการประกอบกิจการอุตสาหกรรมใหม่ ๆ คือ อุตสาหกรรมผลิตผลไม้ อาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมผลิตอาหารทะเล อุตสาหกรรมผลิตอาหารเนื้อ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผา ปรับปรุงส่วนราชการต่าง ๆ ใหม่ ได้มีการแบ่งส่วนราชการใหม่ภายในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 277 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ดังนี้ 1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ แผนกสารบรรณ แผนกคลัง แผนกห้องสมุด และแผนกการเจ้าหน้าที่ 2. กองบริการอุตสาหกรรม 3. กองแผนงาน 4. กองอุตสาหกรรมในครอบครัว 5. กองส่งเสริมหัตถกรรมไทย 6. กองอุตสาหกรรมสิ่งทอ และมีหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านไทยอุตสาหกรรม และมีหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านไทยอุตสาหกรรม ขยายงานสู่ภูมิภาค กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ขยายงานให้บริการไปยังส่วนภูมิภาคในเขตภาคเหนือ โดยจัดตั้งสถาบันบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือขึ้นที่ถนนทุ่งโฮเต็ล จังหวัดเชียงใหม่ โดยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารที่ทำการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2515 จากนั้นใน พ.ศ. 2516 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นกองบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือ และใน พ.ศ. 2526 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จนกระทั่ง พ.ศ. 2538 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จนถึงปัจจุบัน โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน 2518 แบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้ 1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 5 แผนก คือ แผนกสารบรรณ แผนกบัญชีและการเงิน แผนกห้องสมุด แผนกการเจ้าหน้าที่ และแผนกพัสดุกลาง 2. กองแผนงาน 3. กองบริการอุตสาหกรรม 4. กองบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือ 5. กองอุตสาหกรรมในครอบครัว 6. กองส่งเสริมหัตถกรรมไทย 7. กองอุตสาหกรรมสิ่งทอ 8. กองเพิ่มผลผลิตอุตสาหกรรม และยังคงมีหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมและร้านไทยอุตสาหกรรม 2520 เริ่มจัดประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย บรรจุภัณฑ์นับเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจของผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำโครงการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทย หรือ Thai Star Packaging Awards ตั้งแต่ พ.ศ. 2520 และจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นเวทีในการแสดงผลงานและส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมได้เห็นโอกาสในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดต่อไป ทั้งนี้ผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับการพิจารณาให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมในการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับเอเชีย (Asia Star Awards) ซึ่งจัดโดยสหพันธ์การบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย (Asian Packaging Federation : APF) และมีประเทศสมาชิกร่วมส่งผลงานเข้าประกวด โครงการส่งเสริมวิชาชีพอุตสาหกรรม เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างงาน กระจายรายได้สู่ชนบท เพิ่มรายได้ของประชากรและรายได้ประชาชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดทำ โครงการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรม โดยมีเนื้องานประกอบด้วย 1) โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในชนบท ซึ่งได้มีการก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเริ่มต้นแห่งแรกที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (เดิมชื่อ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเหนือ) 2) โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในเมือง ได้มีการก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในแหล่งเสื่อมโทรม ได้แก่ ดินแดง คลองเตย และทุ่งสองห้อง ซึ่งปัจจุบันได้หยุดการดำเนินงานไปแล้ว เนื่องจากมีหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาทำหน้าที่ฝึกอาชีพโดยตรง โดยตลอดช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมให้ประชาชนที่มีฝีมือในการประกอบอาชีพ ใช้เวลาว่างเสริมสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ
24 มี.ค. 2562
เน้นการเพิ่มผลผลิต
เน้นการเพิ่มผลผลิต
2501 จัดทำวารสารอุตสาหกรรมสาร อุตสาหกรรมสารเป็นวารสารของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการส่งเสริมความรู้ด้านอุตสาหกรรม ซึ่งตีพิมพ์มายาวนานกว่า 50 ปี โดยถือกำเนิดขึ้นเป็นฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 นับเป็นวารสารทางราชการที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดและยังคงตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน จากรูปเล่มที่ใช้การพิมพ์โรเนียวเป็นใบปลิวแล้วเย็บเข้าเป็นเล่ม มีจำนวนพิมพ์ในปีเริ่มต้น 700 -800 ฉบับ จนมาถึง พ.ศ. 2507 จึงได้มีการปรับปรุงเป็นเล่ม ปัจจุบันอุตสาหกรรมสารเป็นวารสารราย 2 เดือน จำนวนพิมพ์ครั้งละ 5,000 ฉบับ เนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วย แนวโน้มของอุตสาหกรรม กระบวนการผลิต การตลาด การบริหารจัดการ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ การให้บริการต่าง ๆ ตลอดจนตัวอย่างผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอุตสาหกรรม นอกเหนือจากการจัดทำในรูปสิ่งพิมพ์ ต่อมายังได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสารในรูปแบบวารสารดิจิตอล ซึ่งสามารถอ่านได้ทั้งบนเว็บไซต์และผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมถือเป็นหน่วยงานราชการแห่งแรกที่เผยแพร่วารสารขององค์กรในรูปแบบ Mobile Application 2504 เปลี่ยนร้านไทยอุตสาหกรรมเป็นร้านนารายณ์ภัณฑ์ หลังจากร้านไทยอุตสาหกรรมเติบโตมากขึ้นตามลำดับ และมีความจำเป็นต้องย้ายร้านไปที่ใหม่เพื่อให้กว้างขวางกว่าเดิม จึงได้ย้ายมาตั้งสำนักงานที่อาคารนารายณ์ภัณฑ์ ถนนหลานหลวง ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2504 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านนารายณ์ภัณฑ์” เพื่อให้สอดคล้องกับชื่ออาคาร นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาใน พ.ศ. 2527 คณะรัฐมนตรีมีนโยบายปรับปรุงกิจการร้านนารายณ์ภัณฑ์ ซึ่งแต่เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นลักษณะธุรกิจ โดยมีเอกชนเข้าร่วมดำเนินงาน แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมและช่วยเหลือชาวบ้านในด้านหัตถกรรม และอุตสาหกรรมในครัวเรือนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันร้านนารายณ์ภัณฑ์เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กับภาคเอกชน และมีร้านสาขาจำนวน 7 แห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ กระบี่ ชลบุรี และภูเก็ต 2505 จุดเริ่มต้นสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและกองทุนพิเศษสหประชาชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการพัฒนาการจัดการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการฝึกอบรม ให้คำปรึกษาแนะนำ และให้ข้อมูลข่าวสารด้านการเพิ่มผลิตภาพ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยได้มีการลงนามในข้อตกลงจัดตั้งเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2505 ตามข้อตกลงองค์การสหประชาชาติจะให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือในด้านการจัดตั้งและดำเนินงานของศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาประจำที่ศูนย์ฯ ในฐานะเป็นผู้ให้การฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำ ต่อมาได้มีการขยายงานให้บริการปรึกษาแนะนำและได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติต่อไปอีก 3 ปี ความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติได้สิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2512 ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ชาวไทยก็ได้ดำเนินงานเองโดยตลอด ภายหลังได้โอนงานของศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทย จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาอยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเมื่อ พ.ศ. 2515 จากนั้นได้จัดตั้งเป็นสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติใน พ.ศ. 2537 เป็นหน่วยงานอิสระสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีมูลนิธิเพื่อสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติรองรับการดำเนินงาน 2506 เริ่มงานออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และได้จัดตั้งศูนย์ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขึ้น หรือในชื่อเดิมคือ โครงการศูนย์กลางการออกแบบอุตสาหกรรม เพื่อให้บริการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า รวมทั้งบรรจุภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการทั่วไป โดยนายชิน ทิวารี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในขณะนั้นซึ่งเป็นผู้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการบรรจุหีบห่อ ได้มอบนโยบายพร้อมทั้งสนับสนุนให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในด้านนี้ ใน พ.ศ. 2510 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหพันธ์การบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย (Asian Packaging Federation : APF) ตามคำเชิญของสถาบันการบรรจุภัณฑ์แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสหพันธ์ฯ ดังกล่าว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ในทางวิชาการด้านบรรจุภัณฑ์ระหว่างประเทศสมาชิกและร่วมมือกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการบรรจุภัณฑ์ในประเทศแถบเอเชีย ที่ผ่านมากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมให้แก่สหพันธ์การบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชียหลายครั้งด้วยกัน รวมถึงการเป็นเจ้าภาพครั้งแรกของประเทศไทยในการจัดประกวดบรรจุภัณฑ์ Asia Star Awards ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของสมาพันธ์ฯ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ยังได้มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้นำขององค์กรนี้ โดยนายทำนุ วะสีนนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในขณะนั้น เคยดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ฯ 2507 จุดเริ่มต้นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการเงินกู้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อมตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติเสนอ และได้มีการจัดตั้งสำนักงานเงินกู้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อมขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและวิเคราะห์โครงการขอกู้เงิน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม วินิจฉัยชี้ขาดในการให้กู้เงินต่อไป ต่อมาใน พ.ศ. 2513 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม (สธอ.) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้ความช่วยเหลือในด้านการเงินแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดย่อมทั่วไป รวมทั้งอุตสาหกรรมหัตถกรรม ก่อนที่จะปรับสถานะเป็นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและสามารถระดมทุนและเงินกู้ได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศเมื่อ พ.ศ. 2534 ใน พ.ศ. 2545 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME BANK ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2508 เปิดอาคารที่ทำการถาวร หลังจากต้องย้ายสถานที่ทำการถึง 9 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในฐานะกองอุตสาหกรรมกระทั่งเปลี่ยนเป็นกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา เนื่องจากไม่มีสถานที่ทำการเป็นสัดส่วน ประกอบกับเมื่อต้องประสบภัยจากสงคราม ทำให้กองต่าง ๆ ในกรมฯ ต้องแยกย้ายกัน อยู่ตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ เกิดความไม่สะดวกในการติดต่อและประสานงาน ใน พ.ศ. 2507 นายสอาด หงษ์ยนต์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้น จึงได้ของบประมาณเพื่อสร้างที่ทำการถาวร ซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้นภายในบริเวณกระทรวงการอุตสาหกรรมบนถนนพระรามที่ 6 รวมค่าก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 1,639,416 บาท การก่อสร้างได้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2507 และมีพิธีเปิดอาคารในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2508 ในสมัยที่นายชิน ทิวารี เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปัจจุบันจึงได้ถือเอาวันที่ 11 มีนาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อมาเมื่ออาคารหลังนี้ชำรุดทรุดโทรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ใน พ.ศ. 2536 และเพิ่มปริมาณพื้นที่การปฏิบัติงานให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นจำนวน 17,227 ตารางเมตร บนพื้นที่ 2 ไร่ 25.5 ตารางวา คิดเป็นมูลค่าการก่อสร้างอาคารประมาณ 146 ล้านบาท การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2538
24 มี.ค. 2562
ก่อร่างสร้างงาน
ก่อร่างสร้างงาน
2485 ตั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สังกัดกระทรวงการอุตสาหกรรม รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เห็นความจำเป็นในการเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นเมื่อปลาย พ.ศ. 2484 และประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วย การหวังพึ่งสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศทำได้ยากขึ้น ขณะที่มีความจำเป็นต้องอุปโภคบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีวัตถุดิบอยู่มากมาย แต่โรงงานที่ทำการผลิตมีอยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพื่อขจัดความขาดแคลนและตอบสนองความต้องการของประชาชน รัฐบาลจึงได้ประกาศจัดตั้งกระทรวงการอุตสาหกรรมขึ้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 (ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม ใน พ.ศ. 2495) และกรมอุตสาหกรรมได้ถูกเปลี่ยนเป็น “กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” ในสังกัดกระทรวงการอุตสาหกรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยมีภารกิจหลักเพื่อมุ่งส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมที่จำเป็นของประเทศเป็นการเร่งด่วนโดยเน้นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่จำเป็นต่อการครองชีพ ใน พ.ศ. 2485 นี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้แบ่งส่วนราชการออกเป็น 1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกสารบรรณ และแผนกคลัง 2. กองอุตสาหกรรมในครอบครัว แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ แผนกการทอ แผนกร่มและหมวก แผนกเชือก และแผนกผลิตภัณฑ์ทั่วไป 3. กองอุตสาหกรรมทั่วไป แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ แผนกค้นคว้า แผนกจัดตั้งโรงงาน แผนกอาชีพอุตสาหกรรม และแผนกเครื่องอาหาร 4. กองเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกรับรองและควบคุมคุณภาพ แผนกการค้า และแผนกสินค้าไทย ส่งเสริมการปั่นด้ายแบบใหม่ กระทรวงการอุตสาหกรรมได้พิจารณาเห็นว่าผ้าและด้ายทอผ้า รวมทั้งไหมในท้องตลาดมีปริมาณน้อยลง จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินการส่งเสริมการปั่นด้ายแบบใหม่ที่ไม่ใช่แบบพื้นเมืองขึ้นในจังหวัดที่มีการปลูกฝ้ายเป็นสินค้า จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2486 ด้ายและผ้าขาดแคลนยิ่งขึ้น จึงเร่งส่งเสริมโดยขยายโครงการเดิมให้ประชาชนมีความรู้ และมีเครื่องมือพร้อมที่จะประกอบอาชีพปั่นด้ายไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน ภายใน 1 ปี เพื่อให้สามารถผลิตเส้นด้ายให้เพียงพอป้อนเครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุกที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามการดำเนินการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากสถานการณ์สงครามคับขันยิ่งขึ้น การคมนาคมเป็นไปอย่างยากลำบาก การจัดสร้างเครื่องมือไม่สะดวก ราคาฝ้ายสูงขึ้นกว่าเดิมและหาซื้อได้ยากเพราะมีการแย่งซื้อกัน และผู้รับการอบรมส่วนใหญ่ก็ไม่กลับไปประกอบอาชีพที่ได้รับการอบรมมา คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้เลิกการส่งเสริมไปใน พ.ศ. 2487 2486 เริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมรายย่อย การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ อีกโครงการหนึ่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในช่วงเวลานี้ คือ การส่งเสริมการทอผ้า การทอกระสอบและฟั่นเชือกจากปอกระเจาและใยมะพร้าว ทำเชือกจากป่านรามี่หรือป่านลพบุรี ทำเชือกเย็บรองเท้า จักสาน ซึ่งต่อมาได้ช่วยบรรเทาความขาดแคลนได้มากในยามสงคราม 2487 งานหยุดชะงักเพราะถูกระเบิดสงคราม ในห้วงของสงครามมหาเอเชียบูรพา บริเวณเขตพระนครมีการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ที่ทำการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภายในกระทรวงการอุตสาหกรรม (วังกรมหลวงปราจิณกิติบดีเดิม) เชิงสะพานเทเวศร์ทางด้านถนนลูกหลวง รวมทั้งห้องค้นคว้าทดลองถูกทิ้งระเบิด เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 เป็นเหตุให้เอกสารถูกไฟไหม้เสียหายเกือบหมด การทำงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ระหว่าง พ.ศ. 2488-2490 จึงต้องหยุดชะงักลงได้รับเพียงงบประมาณเงินเดือน งบใช้สอยปกติ งบค่าซื้อหนังสือและตำราเท่านั้น ข้าราชการฝีมือดีจึงทยอยกันลาออกไปประกอบกิจอื่นเป็นจำนวนมาก 2491 ชุบชีวิตงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมขึ้นใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณพิเศษ 327,000 บาท เพื่อปลูกสร้างที่ทำการใหม่ แทนหลังเดิมที่ถูกระเบิดเสียหาย เป็นโรงงานค้นคว้าทดลอง มีพื้นคอนกรีต ฝาไม้ หลังคาสังกะสี โดยไม่สร้างอาคารสูง เพื่อสงวนงบประมาณไว้สำหรับการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือและเครื่องจักรให้ได้มากที่สุด เนื่องจากของเก่าได้รับความเสียหายไม่หลงเหลืออยู่เลย นับเป็นการชุบชีวิตงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมขึ้นใหม่ หลังจากต้องหยุดชะงักไปเพราะถูกระเบิดสงคราม หลังจากนั้นก็ได้รับงบประมาณดำเนินการเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนสามารถซื้อเครื่องจักรมาทำการทดลองค้นคว้าตามโครงการที่ได้วางไว้ นอกจากนี้ยังได้ขยายสาขา ร้านไทยอุตสาหกรรม ตามภูมิภาคต่างๆ เพิ่มเติม รวมกับร้านสาขาที่เปิดดำเนินการใน พ.ศ. 2491 รวมเป็น 7 แห่ง คือ 1. ร้านไทยอุตสาหกรรมสามยอด 2. ร้านไทยอุตสาหกรรมราชดำเนิน 3. ร้านไทยอุตสาหกรรมบางลำภู 4. ร้านไทยอุตสาหกรรมบางรัก 5. ร้านไทยอุตสาหกรรมลพบุรี 6. ร้านไทยอุตสาหกรรมปราจีนบุรี 7. ร้านไทยอุตสาหกรรมเชียงใหม่ ร้านไทยอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางขายสินค้าหัตถกรรมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เปรียบเหมือนตลาดของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนั่นเอง เริ่มงานค้นคว้าทดลอง งานการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในครอบครัว เป็นงานที่มีลักษณะพิเศษของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง และเป็นงานที่อยู่ในนโยบายของรัฐบาลตลอดมาโดยการค้นคว้าทดลองของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2491 เริ่มจากการซื้อเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นมาเตรียมไว้ จากนั้นได้จัดสร้างโรงงานทดลองค้นคว้าขึ้น 1 หลัง ต่อมาใน พ.ศ. 2493 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้มีการ ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับการถนอมอาหาร โดยทดลองการตากแห้ง การดองเค็ม และการอัดขวด เพื่อถนอมอาหารให้ดีขึ้น พร้อมทั้งทดลองดัดแปลงกี่กระตุกเป็นกี่ที่ใช้กำลังมอเตอร์ พ.ศ. 2494 ได้มีการ ทดลองเรื่องการอบแห้ง (Dehydration) ผลไม้และผักต่าง ๆ สร้างตู้อบขนาดเล็กแบบใช้ไฟฟ้าเป็นความร้อนเพื่ออบกล้วย ด้วยเล็งเห็นว่ากล้วยในเมืองไทยอุดมสมบูรณ์ สามารถพัฒนาเป็นสินค้าอุตสาหกรรมได้ รวมทั้งมีการสั่งซื้อเครื่องขูดลอกและเครื่องสางป่านรามี่จากญี่ปุ่น 2 เครื่อง ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตมากกว่าการลอกด้วยมือถึง 25 เท่า งานค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ในครอบครัวมีความหลากหลายมากขึ้น ในช่วง พ.ศ. 2495 ทั้งการทดลองสร้างเครื่องทอกระสอบขนาดเล็ก ทดลองทำเครื่องเขิน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทดลองทำโครงการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพน้ำรัก ทดลองกะเทาะถั่วลิสงด้วยเครื่องจักร ทดลองใช้เครื่องทุ่นแรงในอุตสาหกรรมร่มและดัดแปลงเครื่องจักรให้เหมาะกับการผลิตแบบไทย ทดลองทำเครื่องตีเยื่อกระดาษสาให้ฟูเหมาะกับการช้อนกระดาษและออกแบบตะแกรงช้อนเยื่อ ซึ่งได้ผลเร็วกว่าการช้อนแบบเดิม เพิ่มผลผลิตจากวันละ 150 แผ่นเป็น 500 แผ่น ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นการให้ความสำคัญพัฒนานวัตกรรมการผลิตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 2492 สำรวจภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ กระทรวงการอุตสาหกรรมได้ทำการสำรวจภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ร่วมกับกระทรวงเกษตราธิการ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นข้อมูลสถิติวัตถุดิบและอุตสาหกรรมทั่วราชอาณาจักรสำหรับจัดทำฐานข้อมูลสำคัญในการวางแผนด้านนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รับหน้าที่ในการสำรวจโรงงาน วัตถุดิบ และอุตสาหกรรมเฉพาะท้องที่จังหวัดพระนครและธนบุรี การสำรวจครั้งสำคัญนี้เสร็จสิ้นลงในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2492 โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้รวบรวมตัวเลขสถิติจัดหมวดหมู่ และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ สถิติวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2492” แบ่งส่วนราชการใหม่ ต่อมาได้มีพระราชกำหนดจัดวางระเบียบราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2494 แบ่งส่วนราชการใหม่เป็น 1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกสารบรรณ และแผนกคลัง 2. กองสืบค้นและทดลอง แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกสืบค้นวัตถุดิบและอุตสาหกรรม และแผนกทดลอง 3. กองส่งเสริมอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกวิชาการและสถิติ แผนกอุตสาหกรรมในครอบครัว และแผนกอุตสาหกรรมโรงงาน 4. กองส่งเสริมผลิตภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกรับรองและควบคุมคุณภาพ แผนกการตลาดและอุปกรณ์ และแผนกเผยแพร่สินค้าไทย 2495 จัดตั้งโรงงานนำร่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณในการจัดตั้งโรงงานนำร่อง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในครอบครัวและอุตสาหกรรมขนาดย่อมให้เพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้ประชาชน ประกอบการอุตสาหกรรมได้ถูกต้องตามหลักวิชาการและทันสมัย โดยโรงงานนำร่องที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดตั้งขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2495 - 2498 มีดังนี้ 1. โรงงานเครื่องหวายและจักสาน 2. โรงงานทอผ้า ย้อมสี ทอแถบ และถุงเท้า 3. โรงงานทอผ้าภูมิภาค 4. โรงงานร่มพระนคร 5. โรงงานร่มเชียงใหม่ 6. โรงงานทำเข็มหมุดและคลิป 7. โรงงานทอกระดาษสา 8. โรงงานเครื่องเขิน 9. โรงงานทดลองเครื่องจักรประดิษฐ์ไม้ไผ่ นอกจากนี้ยังได้รับโอนโรงงานบางกอกเย็บสานอุตสาหกรรมจากโรงงานหมวกไทยมาดำเนินการต่อ และใน พ.ศ. 2497 ได้จัดตั้งโรงงานไทยโลหะภัณฑ์ โดยยืมเงินจากกองสลากกินแบ่งของรัฐบาลมาดำเนินการในขั้นแรก พร้อมทั้งได้รับงบประมาณจัดตั้งโรงงานเครื่องเคลือบดินเผาขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย ใน พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ หากมีผู้สนใจโรงงานเหล่านี้ต่อจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็สามารถรับช่วงกิจการต่อไปได้ รวมถึงมีการเปิดรับประชาชนที่สนใจเข้ารับการอบรม เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ 2496 เปลี่ยนแปลงส่วนราชการอีกครั้ง ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนราชการในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2496 แบ่งส่วนราชการดังนี้ 1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกสารบรรณ และแผนกคลัง 2. กองค้นคว้าและทดลอง แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกค้นคว้าวัตถุดิบและอุตสาหกรรมและแผนกทดลอง 3. กองส่งเสริมอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกวิชาการและสถิติ แผนกอุตสาหกรรมในครอบครัว และแผนกอุตสาหกรรมโรงงาน 4. กองส่งเสริมผลิตภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกรับรองและควบคุมคุณภาพ แผนกการตลาดและอุปกรณ์ และแผนกเผยแพร่สินค้าไทย 5. ร้านไทยอุตสาหกรรม (นารายณ์ภัณฑ์)
24 มี.ค. 2562
ภารกิจและอำนาจหน้าที่
ภารกิจและอำนาจหน้าที่
หน้าที่และอำนาจภารกิจของหน่วยงาน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กฎกระทรวง การแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2560
23 มี.ค. 2562
BSC
BSC
22 มี.ค. 2562
THAI-IDC
THAI-IDC
ทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่จะนำประโยชน์ของการพัฒนาออกแบบ พัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิตให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ คุณลักษณะ คุณประโยชน์ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการสร้างบรรยากาศกระตุ้นแรงบันดาลใจ มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อม (ECO System) ที่ดีต่อการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ และนักออกแบบในสาขาอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค้นหรือพัฒนา หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านการตอบสนองผู้บริโภค การใช้ประโยชน์จากวัสดุหรือวัตถุดิบที่แตกต่างจากเดิมที่เคยใช้อยู่โดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการนักออกแบบและผู้ที่เกี่ยวข้อง (Co Design) พัฒนาผลิตภัณฑ์ในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2.เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม (ECO System) ในการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 3.สร้างปัจจัยเอื้อต่อการทำงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Co-Working Space) หรือต่อยอดงานวิจัยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ การดำเนินงาน 1.อบรมให้ความรู้ด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สัมมนาแนวโน้มแฟชั่นเทรนด์ 2018-2019/จัดกิจกรรมกระตุ้นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2.จัดนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบของผู้เข้ารับบริการจากศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3.ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถาม กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาคารกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ชั้น 5 ซอยตรีมิตร ถนนพระราม 4 เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ : 023678295 เว็บไซต์ : https://www.thai-idc.com/
22 มี.ค. 2562