• small-font
  • medium-font
  • large-font
icon-search
ข่าวสาร

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

คอลัมน์ : คิดเห็นแชร์

  • 10
    พ.ย. 2565
    ทางออกประเทศไทย ต้องมุ่งไปสู่เศรษฐกิจชีวภาพ

    คอลัมน์ : คิดเห็นแชร์ (มติชนออนไลน์) ผู้เขียน : นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ (ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม)          สวัสดีท่านผู้อ่านคอลัมน์คิดเห็นแชร์ทุกท่านครับ เศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.5 โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ ยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสินค้าหลายรายการ ทำให้ต้นทุนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสูงขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2566 อาจชะลอตัวและเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) นี่จึงยังคงเป็นอีกปีที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้      ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐมักอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบการเงิน โดยมีฐานคิดว่า ยิ่งมีเงินหมุนเวียนมาก ยิ่งมีรายได้มาก ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและหนี้สินตามมา ภาครัฐจึงต้องกู้เงินจากต่างประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 รวมทั้งกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงเกิดมาตรการคนละครึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายของประชาชน ตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งมีมาแล้ว 5 เฟส ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท และกำลังเตรียมการในเฟสที่ 6 อีก 17,000 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ มีการร่วมจ่ายเงิน ทำให้ดีกว่าการให้เงินเปล่า และยังเป็นการดึงเงินออกมาหมุนเวียนแทนการเก็บออมเพียงอย่างเดียว      อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดลักษณะนี้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศ แต่เมื่อดูโครงสร้างต้นทุนสินค้าแล้ว พบว่าเม็ดเงินส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์โลกที่ดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยประเทศไทยจัดเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน แม้จะผลิตเองได้บ้าง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่ใช้ทรัพยากรพื้นฐานภายในประเทศ ด้วยเกษตรอุตสาหกรรมและยกระดับเทคโนโลยีทางชีวภาพ      เศรษฐกิจชีวภาพ เป็นการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ ด้วยการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณค่าและมูลค่าสูงขึ้น ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพและมีความสมบูรณ์ของทรัพยากรเป็นทุนเดิม ที่ผ่านมา จึงไม่ได้โฟกัสในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพให้เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ซึ่งผมจะอธิบายถึงเศรษฐกิจชีวภาพในมุมมองของนักวิชาการอุตสาหกรรม ดังนี้      ภาคอุตสาหกรรมการผลิตหรือแปรรูปสินค้า มีทั้งที่ใช้วัตถุดิบที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ ที่ผลิตเพิ่มและสร้างทดแทนได้โดยอาศัยภาคการเกษตร และที่ใช้วัตถุดิบไม่มีชีวิต ได้แก่ เชื้อเพลิง โลหะ และแร่ธาตุต่างๆ ที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งรูปแบบของเทคโนโลยีการผลิตหรือแปรรูปสินค้าใช้วัตถุดิบจากสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็น 1) การผลิตหรือแปรรูปวัตถุดิบจากภาคการเกษตร และ 2) การใช้เทคโนโลยีของกระบวนการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์เพื่อแปรรูปและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ จึงเป็นเทคโนโลยีสำคัญในเศรษฐกิจชีวภาพของไทย ทั้งยังสอดรับกับหลักความยั่งยืน เนื่องจากลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด      ในมุมมองของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งหมายถึงการลดการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงานต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมจึงอยากแนะนำให้รู้จักตลาดพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม 4 ประเภท ได้แก่      1. ส่วนประกอบของอาหาร (Food Ingredients) เป็นการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรหรือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการแปรรูปให้เป็นส่วนประกอบอาหาร เครื่องปรุง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งไทยมีจุดเด่นด้านนี้ หากเราสามารถเพิ่มการใช้เทคโนโลยีเพื่อแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น โปรตีนผง วัตถุดิบผง ที่เก็บได้นานขึ้นและสามารถใช้ปรุงเพิ่มเติมเพื่อเสริมคุณค่าได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียและความเสี่ยงด้านราคา และนำไปสู่การสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่เรียกว่าอาหารแห่งอนาคตได้      2. วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based Materials) ซึ่งไม่ใช่วัสดุชีวภาพ (Biomaterials) ที่เข้ากันได้กับร่างกายมนุษย์ แต่เป็นการแปรรูปวัสดุจากพืชเพื่อทดแทนโลหะ หรือพลาสติก อาทิ ไม้อัด กระดาษ ยางธรรมชาติ หรือพลาสติกชีวภาพ ตัวอย่าง เช่น การเปลี่ยนรั้วกั้นถนนที่ทำจากแผ่นปูนเป็นแผ่นยาง หรือการใช้ยางธรรมชาติผสมกับยางมะตอยราดพื้นถนน เพื่อลดการใช้ยางมะตอยที่ผลิตจากปิโตรเคมี      3. เชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio Fuels) เป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากอินทรียวัตถุ ประกอบด้วย 1) ประเภทของแข็ง เช่น ไม้ ถ่าน ชีวมวล 2) ประเภทของเหลว เช่น เอทานอล เมทานอล น้ำมันพืช 3) ประเภทก๊าซ เช่น ก๊าซมีเทน หากเราส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง      4. เคมีชีวภาพ (Biochemicals) เป็นการผลิตสารเคมีชีวภาพที่ใช้ทดแทนสารเคมีจากปิโตรเลียม ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ เรียกว่า อุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery) ซึ่งใช้การหมักดองหรือกลั่นวัตถุดิบเพื่อให้ได้สารเคมีชีวภาพประเภทกรดหรือแอลกอฮอล์ รวมถึงการใช้เส้นใยจากวัสดุชีวมวลทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ทะลายปาล์ม ชานอ้อย มาย่อยเป็นเส้นใยขนาดเล็กในรูปแบบโพลิเมอร์ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นต่อไปเช่น พลาสติกชีวภาพ ที่คงความแข็งแรงแต่ย่อยสลายง่าย หรือเพื่อใช้ทดแทนวัสดุปกติ แล้วแต่ชนิดของพลาสติกนั้นๆ      ท่านผู้อ่านครับ การมองตลาดพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ทั้ง 4 ประเภทนั้น เปรียบเสมือนการมองโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสนับสนุนใหม่ ซึ่งส่งผลถึงซัพพลายเชนที่เป็นวัตถุดิบทางการเกษตรใหม่ๆ ของไทย ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเพาะปลูกที่มากกว่าพืชเศรษฐกิจเดิม ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ปาล์ม มันสำปะหลัง ยางพารา อีกทั้งยังเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดการนำเข้า โดยใช้ฐานการผลิตจากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนเกษตรกรรมในประเทศ ที่ยังต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะหากไม่มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ก็คงไม่มีใครกล้าเสี่ยง เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับ แต่หากวัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอ ภาคอุตสาหกรรมก็คงไม่ลงทุน เพราะการนำเข้าจะทำให้ต้นทุนสูง      ดังนั้น เศรษฐกิจชีวภาพจึงเป็นทางออกของประเทศไทย ที่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันและเกษตรอุตสาหกรรมจะเป็นกลไกสำคัญที่ส่งไปถึงครับ   ที่มา : https://www.matichon.co.th/economy/news_3656098

  • 10
    ก.ค. 2565
    คิดเห็นแชร์ : ค้นหาเป้าหมายที่ใช่ ใส่แรงบันดาลใจ ปลุกไฟวัยทำงาน

    คอลัมน์ : คิดเห็นแชร์ (มติชนออนไลน์) ผู้เขียน : นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ (ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม)        ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจในทุกวันนี้ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่มีความแน่นอน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้าวปลาอาหารก็ปรับราคาสูงขึ้นตาม ส่งผลทำให้ค่าครองชีพในปัจจุบันสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว คนวัยทำงานต้องเผชิญกับความกดดันและเคร่งเครียด ครั้นจะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวก็มีแต่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลวและขาดทุน เรียกได้ว่า “จะกลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” อย่างที่พี่เบิร์ด ธงไชย เคยร้องไว้ จนทำให้คนวัยทำงานอย่างพวกเราจะทำอย่างไรดีในสภาวะเช่นนี้      สวัสดีท่านผู้อ่านคอลัมน์คิดเห็นแชร์ทุกท่าน วันนี้ผมจะมาแชร์มุมมองถึงการค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อปลุกไฟวัยทำงานกันนะครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแรงบันดาลใจถึงสำคัญสำหรับคนวัยทำงานในยุคนี้ นั่นก็เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนำไปสู่แนวคิดในการทำงานที่ไม่เหมือนเดิม ปัจจุบันเทคโนโลยีหรือความเจริญที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนในสังคมมีความสะดวกสบายและมีมุมมองที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จากเครื่องมือ อุปกรณ์ และสื่อต่างๆ รอบกายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ในทางตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นส่งผลให้เกิดการเข้าถึงและรับข่าวสารข้อมูลได้หลากหลายมากเกินไป ทั้งที่กลั่นกรองและไม่กลั่นกรองจนทำให้ผู้ไม่หวังดีที่มีเจตนาปลุกปั่นหรือปลุกระดมใช้เป็นช่องทางในการก่อความไม่สงบหรือใช้หลอกลวงให้เสียทรัพย์อย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างกันทางสื่อต่างๆ ทำให้เราต้องใช้วิจารณญาณในการคิดไตร่ตรองในการรับข้อมูลข่าวสารให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งคนยุคนี้เคยชินกับความรวดเร็ว ส่งผลให้ความอดทนของคนน้อยลง หงุดหงิดง่ายเพราะที่ผ่านมาในอดีตนั้น การรอคอยคือส่วนหนึ่งในกระบวนการของการฝึกความอดทนให้ดีขึ้นได้      เมื่อสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดโอกาสของธุรกิจใหม่มากขึ้น ธุรกิจบางประเภทไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากแต่สามารถสร้างรายได้มหาศาล หากสามารถจับทิศทางและแก้ปัญหาของกระแสสังคมได้ถูกต้อง เช่น การทำดิจิทัลคอนเทนต์ หรือการขายของออนไลน์ เป็นต้น ทำให้เกิดทางเลือกในการทำงานมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้ตลาดแรงงานในปัจจุบันไม่ใช่ตลาดของนายจ้างอีกต่อไป การวัดผลลัพธ์ความสำเร็จที่เงิน ถึงแม้ว่าจะมีส่วนสำคัญแต่การที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปทำให้ถึงแม้ว่านายจ้างจะทุ่มเงินในการจ้างมากเท่าไรก็ตาม หากตำแหน่งงานนั้นไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่มีความอดทนน้อยลงและมีข้อมูลทางเลือกจากสื่อต่างๆ ที่หลากหลายทั้งจากในและต่างประเทศมากขึ้น จนนำมาสู่แนวคิดของความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (Work Life Balance) ก็ไม่สามารถรักษาคนให้อยู่กับองค์กรนานๆ ได้ เนื่องจากเขามีทางเลือกที่ดีกว่าในการสร้างรายได้ที่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพและรักษาสมดุลของงานและชีวิตส่วนตัวได้ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรุ่นใหม่เท่านั้น คนวัยเก๋าวัยทำงานที่สามารถรับข่าวสารและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปเช่นเดียวกัน      ถึงแม้ว่าอยาก “จะออกไปแตะขอบฟ้า” ตามที่พี่ตูน บอดี้สแลม บอกในเพลงเรือเล็กควรออกจากฝั่งก็ตาม แต่ในสถานการณ์โควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเป็นดั่งพายุถาโถมเข้าใส่ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หากยังไม่เจอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในช่วงนี้ ประจวบกับอารมณ์ชั่ววูบจากการที่เราอดทนน้อยลงและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทำให้เราตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หากลาออกจากงานไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป และเมื่อเจอกับความเครียด ปัญหา ภาระและอุปสรรค ก็อาจเกิดอาการ “หมดไฟในการทำงาน” หรือ Burnout Syndrome ซึ่งวันนี้ผมมี 5 ข้อแนะนำที่ใช้ปลุกไฟในการทำงานมาให้พวกเราได้ลองนำไปปรับใช้กันครับ      1.) หาทางคลายเครียด ในการทำงานอย่างมุ่งมั่นทำให้เราเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว และหากสะสมเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดความล้าในการทำงานและอาจมีอาการซึมเศร้าได้ ดังนั้น จึงควรหาหนทางพักผ่อน คลายเครียดอยู่เสมอ เช่น การนอนพักผ่อน ดูโทรทัศน์ ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมในยามว่างกับครอบครัวให้สนุกสนานและเป็นประโยชน์    2.) ตั้งเป้าหมายที่ใช่สำหรับตนเอง ในการทำงานหรือใช้ชีวิตโดยไร้จุดหมาย ทำให้เราไม่ทราบถึงความคืบหน้าหรือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมหรืองานต่างๆ การกำหนดเป้าหมายสำหรับตนเองไม่ใช่เป้าหมายที่คนอื่นขีดกำหนดไว้ให้ จึงเป็นการสร้างความท้าทายให้เราก้าวเดินไปในชีวิตและการทำงานได้    3.) สร้างแรงบันดาลใจที่ชอบ การคิดในเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง เติมพลังในการทำงาน ความรักและความหลงใหลจะช่วยสร้างแรงผลักดันให้เราสามารถทำงานอย่างไม่ย่อท้อกับอุปสรรค มองเห็นสิ่งที่กำลังทำเป็นเรื่องสนุก จนสามารถหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ได้ไม่ยากนัก    4.) รอจังหวะที่เหมาะสม ในการทำงานหรือการดำเนินธุรกิจ อุปสรรคและปัญหาที่เข้ามาถือว่าเป็นเรื่องปกติ ย่อมมีช่วงเวลาชีวิตทั้งขาขึ้นและขาลง การรอจังหวะที่เหมาะสมก็เป็นการเตรียมการที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเมื่อโอกาสที่ดีมาถึง เปรียบเสมือนกับการลงทุนในหุ้นที่ต้องรอเวลาเพื่อให้หุ้นขึ้นไปถึงราคาที่ต้องการ และบางครั้งก็จำเป็นต้องตัดขาดทุนไปเมื่อไปผิดทางเช่นเดียวกัน    5.) อยู่ร่วมกับความแตกต่าง อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมทำให้กรอบความคิดและทัศนคติของคนแตกต่างกัน ทั้งหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน การยืดหยุ่นยอมรับในความแตกต่าง และพยายามประสานการทำงานระหว่างความแตกต่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การทำงานในธุรกิจและองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ      ในสังคมยุคใหม่ที่การสร้างความอดทนแบบไร้เหตุผล ทนเป็นวัวเป็นควาย อย่างเพลงของวายน็อตเซเว่น ไม่สามารถยอมรับได้ จนเห็นว่ากิจกรรมในรูปแบบเดิม เช่น กิจกรรมรับน้อง ระบบโซตัส (SOTUS) ที่ถูกนำมาใช้ผิดๆ จนทำให้เริ่มเสื่อมถอยไป งานที่เสี่ยง สกปรก แสนลำบาก (Dangerous Dirty Difficult) นั้น ปัจจุบันแทบจะเป็นงานที่มีไว้สำหรับให้แรงงานต่างด้าวเป็นผู้ทำงานทั้งสิ้น ดังนั้น การสร้างความอดทน โดยใช้สมองหรือโดยแรงบันดาลใจ (Passion) จึงเข้ามาแทนที่ ตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จที่เห็นชัดที่สุดก็น่าจะเป็น สตีฟ จ็อบส์ แห่งบริษัท Apple ที่เคยกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดไว้ว่า “People with passion can change the world” ซึ่งนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของเขาก็สามารถเปลี่ยนโลกได้จริงๆ       นอกจากนี้ แองเจล่า ดั๊กเวิร์ธ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ศึกษาคนที่ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จในหลากหลายวงการ ทั้งดนตรี กีฬา ธุรกิจ และวิทยาศาสตร์ จนพบว่ากุญแจสู่ความสำเร็จของพวกเขานั้นไม่ใช่พรสวรรค์ ฐานะ การศึกษา หรือประสบการณ์ที่พวกเขามี แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า กริท (GRIT) ที่อาจแปลว่า วิริยะหรือความเพียร ซึ่งก็แตกต่างจากการอดทน ไม่ใช่อดทนแบบไร้เหตุผล ทนเป็นวัวเป็นควายเช่นเดียวกัน      สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้คนวัยทำงานทุกท่าน สามารถค้นหาเป้าหมายที่ใช่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเอง สร้างพลังในการสู้ชีวิตทำงาน หรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนี้ไปได้ครับ พร้อมน้อมนำคาถาฝ่าวิกฤตตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า วิริเยนะ ทุกขะมัด เจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร   สำหรับวันนี้ผมต้องขอลาไปก่อน พบกันใหม่คราวหน้า กับเรื่องราวและข้อคิดดีๆ ใน คิด เห็น แชร์ ครับ     ที่มา : https://www.matichon.co.th/economy/eco-report/news_3443857