• small-font
  • medium-font
  • large-font
icon-search
ข่าวสาร

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

  • 16
    ก.ค. 2564
    คิดเห็นแชร์ : กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้วยกลไกการจัดซื้อภาครัฐ

    คอลัมน์ : คิดเห็นแชร์ (มติชนออนไลน์) ผู้เขียน : นายณัฐพล รังสิตพล (อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม)        สวัสดีแฟนๆ คิดเห็นแชร์ทุกท่านครับ เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบการกลายพันธุ์ของเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อสร้างให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่และลดการแพร่ระบาดของเชื้อแล้ว แต่ผมก็อยากให้ทุกท่านยังคงระมัดระวังตัว และรักษาวินัยต่อตนเองและสังคม เพื่อเป็นปราการต้านโรคโควิด-19 ที่เราจะร่วมด้วยช่วยกันได้คนละไม้คนละมือครับ      การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2563 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ Gross Domestic Product (GDP) หรือจีดีพีของไทย อยู่ที่ -6.1% แต่ในปีนี้ เราอาจยังพอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้าง เพราะล่าสุด สภาพัฒน์ได้คาดการณ์ว่าจีดีพีของปีนี้จะขยายตัว ราว 1.5-2.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ จากปีก่อน      โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่สอดคล้องกับการเร่งฉีดวัคซีนของหลายๆ ประเทศทั่วโลก และแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ หรือ Government Spending (G) ที่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของจีดีพี ได้แก่ 1.Consumption (C) มูลค่าการบริโภคของภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป 2.Investment (I) มูลค่าการลงทุนจากภาคเอกชน 3.Government Spending (G) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรัฐบาลที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการ หรือการลงทุนในโครงการต่างๆ 4.Export (X) มูลค่าการส่งออก และ 5.Import (M) มูลค่าการนำเข้า โดยจีดีพีถือเป็นตัวบ่งบอกถึงมาตรฐานการครองชีพของประชากรในประเทศ และสามารถคำนวณได้จากสูตร GDP = C + I + G + (X – M)      เมื่อเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนจีดีพีที่มีอยู่ 5 ส่วนก็เริ่มทำงานติดขัด เช่น (C) หรือมูลค่าการบริโภคของภาคเอกชนที่ลดลงตามรายได้และกำลังซื้อ และ (I) หรือมูลค่าการลงทุนจากภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำเพราะนักลงทุนขาดความมั่นใจในเสถียรภาพของเศรษฐกิจในยุคโควิด-19      ดังนั้น ในภาวะฝืดเคืองเช่นนี้ ไอเท็มลับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการและหยิบมาใช้ได้ทันทีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจภายในประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ คือ (G) หรือการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยปรับให้ส่วนราชการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุและสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยจากทั้งนักธุรกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจทั่วประเทศแทนการนำเข้า โดยแต่ละปีงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 1.77 ล้านล้านบาท      จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกระจายเม็ดเงินเหล่านี้ให้ถึงมือผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจโดยไม่ขัดต่อกติกาการค้าสากล      แนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐและแนวคิดการเพิ่มการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Economic Self-Reliance) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้แบบเฉพาะกิจเพื่อรักษาความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจในประเทศ เช่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น เพื่อผลักดันให้สหรัฐเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกและเพิ่มการจ้างงานสำหรับชาวอเมริกันอีกกว่า 1 ล้านคน      นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย มีคำสั่งระงับการขึ้นทะเบียนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ลำโพงบลูทูธ และหูฟังไร้สาย เป็นการชั่วคราว ซึ่งมีนัยสำคัญเพื่อส่งเสริมให้อินเดียเป็นผู้นำด้านการประกอบชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนในเอเชียใต้ และจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสารในอินเดีย      สำหรับประเทศไทยนั้น เมื่อรายได้หลักจากต่างประเทศที่เคยพึ่งพา ทั้งจากการส่งออกและการบริการลดน้อยลง เราจึงต้องหันมาบริหารกระแสเงินสดภายในประเทศให้หมุนวนหลายๆ รอบเพื่อกระจายไปถึงทุกภาคส่วนโดยถ้วนหน้า จึงเป็นที่มาของนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการบริโภคสินค้าภายในประเทศผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ      โดยมี 2 มาตรการสำคัญ คือ 1.THAI SME-GP สำหรับเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รับผิดชอบโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ 2.Made in Thailand (MiT) เป็นการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ ไม่น้อยกว่า 40% ในการผลิต รับผิดชอบโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นหน่วยงานพิจารณาออกใบรับรอง      แนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐและแนวคิดการเพิ่มการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Economic Self-Reliance) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้แบบเฉพาะกิจเพื่อรักษาความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจในประเทศ เช่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น เพื่อผลักดันให้สหรัฐเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกและเพิ่มการจ้างงานสำหรับชาวอเมริกันอีกกว่า 1 ล้านคน      นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย มีคำสั่งระงับการขึ้นทะเบียนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ลำโพงบลูทูธ และหูฟังไร้สาย เป็นการชั่วคราว ซึ่งมีนัยสำคัญเพื่อส่งเสริมให้อินเดียเป็นผู้นำด้านการประกอบชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนในเอเชียใต้ และจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสารในอินเดีย      สำหรับประเทศไทยนั้น เมื่อรายได้หลักจากต่างประเทศที่เคยพึ่งพา ทั้งจากการส่งออกและการบริการลดน้อยลง เราจึงต้องหันมาบริหารกระแสเงินสดภายในประเทศให้หมุนวนหลายๆ รอบเพื่อกระจายไปถึงทุกภาคส่วนโดยถ้วนหน้า จึงเป็นที่มาของนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการบริโภคสินค้าภายในประเทศผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ      โดยมี 2 มาตรการสำคัญ คือ 1.THAI SME-GP สำหรับเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รับผิดชอบโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ 2.Made in Thailand (MiT) เป็นการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ ไม่น้อยกว่า 40% ในการผลิต รับผิดชอบโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นหน่วยงานพิจารณาออกใบรับรอง      โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้เริ่มใช้มาตรการ Thai SME-GP และ Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจ้างวัสดุ-ครุภัณฑ์ในสำนักงาน อีกทั้งยังได้กระจายนโยบายดังกล่าวไปยังศูนย์ภาคทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ โดยทั้ง 2 มาตรการนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ด้านราคาสำหรับผู้ประกอบการไทยในกรณีแข่งขันกับบริษัทต่างชาติเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการผลิตในประเทศ และยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการส่งต่อเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอีกทางหนึ่งอีกด้วย      ท้ายที่สุด แม้อาจเกิดเสียงวิจารณ์ว่าเหตุใดหน่วยงานรัฐจึงเลือกซื้อสินค้าราคาสูง แต่การใช้จ่ายเงินของภาครัฐเพื่ออุดหนุนสินค้าไทย ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย ย่อมเป็นการช่วยกักเก็บเงินให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่การผลิต เกิดการจ้างงานและการบริโภค เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ส่งผลให้ตัวเลขจีดีพีเพิ่มสูงขึ้น      อีกทั้งยังเป็นการช่วยพยุงผู้ประกอบการไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตในตอนนี้ไปได้ ผ่านการนำเงินในส่วนของภาครัฐที่เปรียบได้กับเงินเก็บก้นถุงมาอุดหนุนธุรกิจในประเทศให้สามารถพลิกฟื้นกลับมาแข็งแกร่งได้ในเร็ววันครับ   ที่มา : https://www.matichon.co.th/economy/news_2807972 

  • 09
    พ.ค. 2564
    คิดเห็นแชร์ : ‘Work From Home เต็มขั้น’ ความปกติใหม่ของใครหลายๆ คน

    คอลัมน์ : คิดเห็นแชร์ (มติชนออนไลน์) ผู้เขียน : นายณัฐพล รังสิตพล (อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม)        สวัสดีแฟนๆ คิด เห็น แชร์ ทุกท่านครับ Work From Home (WFH) หรือการทำงานจากที่บ้านนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป หลังจากเราผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กันมาตั้งแต่ปี 2563 จนปัจจุบันต้องช่วยกันรับมือเป็นระลอกที่ 3 แล้ว รัฐบาลจึงได้ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานให้ปรับรูปแบบการทำงานจากที่บ้านอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อลดความเสี่ยงและลดการแพร่ระบาดไม่ให้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก หากดูจากสถานการณ์ในระลอกนี้ อาจส่งผลให้เราต้องทำงานจากที่บ้านกันอีกพักใหญ่ ดังนั้น เราคงต้องหาแนวทางและวิธีการในการทำงานที่บ้านอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพเหมือนกับการมาทำงานที่ออฟฟิศกันครับ      ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีงานศึกษาวิจัยเผยแพร่ในเว็บไซต์ Harvard Business Review ได้ศึกษากรณีศึกษาการให้พนักงานทำงานที่บ้านของบริษัทด้านการท่องเที่ยวของประเทศจีน โดยทดลองให้พนักงานทำงานที่บ้านเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่าการทำงานที่บ้านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึง 13% และช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานได้ถึง 50% ผลจากการศึกษานี้ สรุปได้ว่าการทำงานที่บ้านช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น พนักงานมีความสุขมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายขององค์กร และพนักงานลาออกน้อยลง      อย่างไรก็ดี จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายองค์กรได้ปรับให้มีการทำงานที่บ้านมากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานที่บ้านและพบว่ายังมีจุดบกพร่องอยู่ ดังเช่น อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ให้เหตุผลว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ทุกคนต้องอาศัยอยู่ภายในบ้าน หลายคนมีลูกหรือครอบครัวที่ต้องดูแล ต้องนั่งทำงานภายในห้องนอน ไม่มีห้องส่วนตัว หรือต้องแชร์ห้องกับคนอื่น ทำให้มีสิ่งที่รบกวนในการทำงานมากมาย นอกจากนี้ การไม่ได้ไปทำงานที่ออฟฟิศ ยังลดการมีปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ลดแรงกระตุ้นในการทำงานลดลง อีกทั้งการทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน ยังทำให้เกิดความเหงาและความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพจิตแย่ลงอีกด้วย      จากประสบการณ์จริงในการทำงานที่บ้านของบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) องค์กรยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ที่มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านแบบถาวร 100% ตั้งแต่ปี 2020 โดยอาศัยความชำนาญของบริษัทในด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงานที่บ้านได้เต็มรูปแบบ ซึ่งบริษัทไมโครซอฟท์พบว่า การปรับองค์กรเพื่อทำงานที่บ้าน จำเป็นต้องมี 2 องค์ประกอบหลัก คือ เครื่องมือทางด้านดิจิทัลต่างๆ และนโยบายองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและต้องเน้นความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงาน มากกว่ากระบวนการขั้นตอนในการทำงาน ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับรูปแบบจากการทำงานที่ออฟฟิศเป็นการทำงานที่บ้านได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ      จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้านให้มีประสิทธิภาพนั้น ประกอบด้วยหลายปัจจัย ถึงแม้ว่าการทำงานที่บ้านจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง แต่ก็เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่บ้าน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือค่าอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกัน การทำงานที่ออฟฟิศย่อมมีสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกและความพร้อมในการทำงานที่ดีกว่า รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด      เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี จากการศึกษาจากประสบการณ์ทำงานที่บ้านจริงในหลายๆ แหล่ง พบว่ามี 5 ข้อแนะนำดีๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้และเหมาะสมกับบรรยากาศการทำงานแบบไทยๆ จึงอยากแชร์ให้ทุกท่านได้ลองนำไปทดลองปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานที่บ้านเกิดประสิทธิภาพที่ดีและมีความสุข ดังนี้ครับ          1.วางแผนการทำงาน โดยมีปฏิทินการทำงาน กำหนดเป้าหมาย จัดทำเช็กลิสต์และบันทึกการทำงาน เพื่อควบคุมการทำงานของตนเอง เนื่องจากการทำงานที่บ้านจะไม่มีทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานคอยควบคุมหรือกระตุ้นในการทำงาน          2.เตรียมพร้อมสำหรับการติดต่อสื่อสาร โดยก่อนเริ่มงานและเลิกงาน ควรมีการประชุมกับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามงานผ่านระบบออนไลน์ เพราะการทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบเรื่องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้า และบุคคลภายนอก ตลอดจนความผูกพันต่อองค์กร          3.สร้างบรรยากาศและจัดสภาพแวดล้อมในมุมที่ใช้ทำงานให้เหมาะสม โดยแยกพื้นที่ทำงานให้ชัดเจน เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และแสงสว่าง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพ          4.ตัดสิ่งเร้าที่คอยรบกวนสมาธิและเบี่ยงเบนความสนใจในระหว่างการทำงานออกไป โดยทำการตกลงกับคนในครอบครัวและแยกตัวออกมาทำงาน ปิดและยกเลิกสิ่งที่คาดว่าจะรบกวนการทำงาน เช่น การดูโทรทัศน์ ฟังเพลง เล่นเกม หรือแม้แต่งานบ้าน เป็นต้น เพื่อให้สามารถโฟกัสในเวลาทำงานได้ดียิ่งขึ้น          5.อาบน้ำและแต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน โดยกำหนดเวลาเริ่มงานและเลิกงานให้เหมือนเวลาทำงานที่ออฟฟิศ เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวและรับรู้สัญญาณว่าพร้อมสำหรับการทำงานแล้ว        สุดท้ายนี้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เราจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องปรับตัวให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกอาจจะยังดูติดขัดและยังไม่คุ้นชิน แต่สถานการณ์จะทำให้เราสามารถปรับตัวจนคุ้นเคยได้ และในที่สุด การทำงานที่บ้านก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม บนความปกติใหม่ หรือ New Normal ของใครอีกหลายๆ คน ที่ต้องปรับตัวและเรียนรู้ไปด้วยกัน   ที่มา : https://www.matichon.co.th/economy/eco-report/news_2712212