โทรศัพท์ 1358
Advanced Search

Category
การลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน
การลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน
การดำเนินธุรกิจในยุคนี้ เป็นการคำนึงถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีความหลากหลาย และคุ้มค่าต่อการร่วมมือหรือลงทุนร่วมกัน ความยืดหยุ่นของการผลิต มาตรฐานในกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ โดยอยู่บนพื้นฐานภายใต้ข้อตกลงทางการค้าและความพึงพอใจของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ดังนั้นธุรกิจจึงต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล มีความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าและบริการ ด้วยคุณภาพที่ดีกว่า ราคาถูก มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการมีนวัตกรรมที่เหนือคู่แข่งขันในท้องตลาด ด้วยบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กระบวนการทำงานในการผลิตสินค้าหรือบริการในการดำเนินธุรกิจที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า มุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนที่จะทำให้เกิดความประหยัดและลดความสูญเปล่าที่อันอาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการการทำงานให้น้อยมากที่สุด รวมทั้งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ในกระบวนการทำงานอีกด้วย จึงมีการนำแนวคิดการขจัดความสูญเปล่า 7 ประการ (7 Waste) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ความสูญเสียที่เกิดจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction) จะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ และเตรียมพร้อมในตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการผลิตสินค้ามากกว่าที่ลูกค้าต้องการและการผลิตสินค้าก่อนความต้องการ อันทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน ค่าจัดเก็บสินค้า บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการพรมขนาด 3000 ตารางเมตร แต่ฝ่ายผลิตผลิตพรมขนาด 3200 ตารางเมตร ถือเป็นความสูญเปล่า เนื่องจากเป็นการใช้ต้นทุนก่อนเวลาที่จำเป็น ทั้งนี้มาจากแนวความคิดเดิมที่ว่า “แต่ละขั้นตอนจะต้องผลิตงานออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุดในแต่ละครั้ง” โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะก่อให้เกิดงานระหว่างกระบวนการผลิต (Work in process, WIP) เป็นจำนวนมาก และทำให้กระบวนการผลิตขาดความยืดหยุ่น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วฝ่ายผลิตควรใช้หลักการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) จะเหมาะสมมากกว่า 2. ความสูญเสียที่เกิดจากการรอคอย (Waste of Waiting) อันเกิดจากการขาดความสมดุล อันเนื่องมาจากการวางแผนการไหลของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่ไม่ลงตัวหรือไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นจากความไม่สมดุลความเร็วในการผลิต ความล่าช้าในการผลิต ระยะทางระหว่างกระบวนการผลิตที่ห่างไกลกัน การเติมวัตถุดิบในคลังสินค้า ความไม่สัมพันธ์ของเครื่องจักรอัตโนมัติกับพนักงานที่ทำงานแบบ Manual หรือแม้กระทั่งจากความสามารถของพนักงานเก่ากับพนักงานใหม่ในการส่งมอบงานต่อกัน เป็นต้น 3. ความสูญเสียที่เกิดจากของเสียมากเกินไป (Waste of Defect) มักเกิดจากการผลิตที่ผิดพลาด การผลิตเป็นจำนวนมาก (Mass Production) การซ่อมหรือการปรับแต่งเครื่องจักรที่ยังไม่ลงตัว หรือเกิดจากการตรวจนับของเสียที่ผิดพลาด รวมถึงจากการนำงานเก่ามาแก้ไขใหม่อีกด้วย 4. ความสูญเสียที่เกิดจากการขนส่ง (Waste of Transportation) ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะมาจากการเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังกระบวนการผลิต การจัดเก็บในคลังสินค้า/สินค้าคงคลัง การขนย้ายไปไว้ชั่วคราว ณ แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือการขนส่งวัตถุดิบ/สินค้ากึ่งสำเร็จระหว่างโรงงาน เป็นต้น 5. ความสูญเสียที่เกิดจากการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง (Waste of Warehouse and Inventory) คลังสินค้าและสินค้าคงคลังมักเป็นการทำงานคู่กัน โดยจะต้องประสานกันในเรื่องของวัตถุดิบในการผลิต วัตถุดิบระหว่างการผลิต สินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือสินค้าสำเร็จรูป โดยจะต้องไม่ให้มีการเก็บไว้มากเกินความจำเป็น หรือการใช้ในกระบวนการการผลิต รวมถึงการกำหนดพื้นที่ในเก็บรักษา และอุปกรณ์ที่ใช้ในวางเรียงจัดเก็บภายในคลังสินค้า หากละเลยการใช้วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือสินค้าสำเร็จรูป จนไว้ในสต็อกนานจนเกิดความเสียหายจัดเป็นของเสีย 6. ความสูญเสียที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไป (Waste of Motion) มักจะพบได้ภายในโรงงานทั่วไป โดยเกิดจากการออกแบบสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม และขาดมาตรฐานในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพของงานที่ออกมาไม่มีความสม่ำเสมอ หรือต้องใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น 7. ความสูญเสียที่เกิดจากกระบวนการการผลิตและกระบวนการทำงานมากเกินไป (Waste of Processing) มักจะมีการออกแบบกระบวนการผลิต/การทำงานที่มีขั้นตอนมากเกินความจำเป็น จนนำไปสู่ความซ้ำซ้อนในการทำงาน ความไม่สะดวกสำหรับพนักงานในการทำงาน รวมถึงมีการตรวจสอบทุกๆ จุดกระบวนการทำงาน ดังนั้น การตรวจสอบกระบวนการผลิต/การทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรนำทบทวนตลอดเวลา จากความสูญเสียดังกล่าวที่มักเกิดขึ้นในกระบวนผลิต/กระบวนการทำงานภายในองค์กรนั้น จะเห็นได้ว่า ความสูญเสียดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงมากขึ้น ซึ่งหากต้องการลดการสูญเสียต่างๆ ดังกล่าวควรดำเนินการ ดังนี้ 1. ทำการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Forecasting Demand) ซึ่งนับว่าจะช่วยให้บริษัท/องค์กร สามารถกำหนดทิศทางในกำลังการผลิตและบุคลากรในการวางแผนการผลิต รวมถึงทราบถึงปริมาณความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อวางแผนเตรียมปัจจัยในการผลิต ซึ่งวิธีการพยากรณ์สามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1.1) วิธีการพยากรณ์เชิงปริมาณ (Quantitative Forecasting) เป็นการใช้หลักทางสถิติและคณิตศาสตร์ คำนวณค่าพยากรณ์โดยอาศัยข้อมูลในอดีต เช่น ยอดขาย กำลังการผลิต มาสร้างตัวแบบ เป็นต้น หรือวิธีการวิเคราะห์ทางอนุกรมเวลา (Time Series Analysis) โดยถือว่าขึ้นลงแปรผันกับเวลาอย่างเดียว และใช้อนุกรมของข้อมูลในอดีตนำมาใช้พยากรณ์ ตัวเลขข้อมูลที่นำมาใช้อาจจัดแบ่งเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปีก็ได้ หรือวิธีทางความเป็นเหตุเป็นผล (Casual or Explanatory Method) จะข้อมูลขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย นอกจากปัจจัยเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าพยากรณ์ แล้วสร้างความสัมพันธ์ระหว่างค่าพยากรณ์และตัวแปรอิสระ ซึ่งตัวอย่างของวิธีการนี้ก็คือ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นตรง 1.2) วิธีพยากรณ์เชิงคุณภาพ (Qualitative Forecasting) เป็นวิธีการหาค่าพยากรณ์ โดยอาศัยลางสังหรณ์ ประสบการณ์ ความคิด ความชำนาญ และการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ ในการคาดการณ์ค่าพยากรณ์ที่เกิดขึ้น มีความน่าเชื่อถือสำหรับการคาดการณ์ในช่วงเวลายาว 2. การนำระบบการสั่งซื้อแบบทันเวลา (Just in Time: JIT) มาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวในการผลิต ซึ่งก็จะสามารถแก้ไขทั้งปริมาณการผลิต ปริมาณของเสียได้อีกด้วย รวมทั้งปรับการจัดวางผังโรงงานที่ดี (Plant Layout) ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถช่วยได้ 3. ควรมีการตรวจสอบการทำงานของพนักงานหน้างานให้มากขึ้น ซึ่งหากเกิดการผิดพลาดของกระบวนการในจุดใดจุดหนึ่งต้องรีบหาสาเหตุ (Problem Solving Process) และแก้ไขให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนการผลิตใหม่จะเริ่มขึ้น รวมถึงการกระตุ้นสร้างจิตสำนึกให้พนักงานมีส่วนร่วมในการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น และการให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 4. การจัดทำกิจกรรม 5 ส ซึ่งประกอบด้วย คือ สะสาง (SEIRI) สะดวก (SEITON) สะอาด (SEISO) สุขลักษณะ (SEIKETSU) สร้างนิสัย (SHTSUKE) ซึ่งเมื่อมีการทำ 5 ส อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่ผ่านมาจะพบว่า ที่ทำงานหรือสถานประกอบการของเรานั้นมีความปลอดภัย มีบรรยากาศน่าทำงาน ไม่มีความสูญเปล่าเกิดขึ้นในการทำงาน ลดการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยลดอัตราของเสีย (Defects) จากการผลิต ลดการเก็บสินค้า หรือ การมีของคงคลัง (Excess Stock) ที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง อันจะยังผลให้หน่วยงานมีความมั่นคงเข้มแข็งได้ อย่างไรก็ดี การลดความสูญเสียดังกล่าว นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังเป็นการลดมลภาวะ มลพิษต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับสังคม และยังจะทำให้คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานดีขึ้นอีกด้วย
23 พ.ค. 2020
ต้นทุนการผลิต และวิธีการลดต้นทุนการผลิต
ต้นทุนการผลิต และวิธีการลดต้นทุนการผลิต
การแข่งขันที่สูงและรุนแรงในสภาพการตลาดในปัจุบัน ส่งผลให้ทุกองค์กรมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมการผลิตก็เช่นเดียวกัน คู่แข่งที่นับวันจะมากขึ้นทุกวัน ต่างงัดกลยุทธ์ออกมาต่อสู้กัน ที่เห็นจะมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของราคาขายที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นการตอบสนองที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีราคาถูก แต่การที่จะได้มาซึ่งสินค้าที่มีราคาถูกนั้น องค์ประกอบหลักของทางผู้ผลิต คือ ต้นทุนการผลิต ที่ต้องทำให้ต่ำที่สุด โดยที่คุณภาพและคุณค่าในการใช้งานยังคงอยู่ภายใต้การยอมรับของลูกค้า 1. ความหมายของต้นทุนการผลิต ต้นทุน (Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต้นทุนการผลิต (Production Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการผลิตเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ ตามความต้องการของลูกค้า 2. องค์ประกอบของต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิต ประกอบด้วย 2.1 ต้นทุนด้านวัสดุ/วัตถุดิบ (Material Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ที่ใช้ในการผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนี้ 2.1.1 วัสดุทางตรง (Direct Material Cost) คือ วัสดุหรือวัตถุดิบที่ใช้เพื่อการผลิตโดยตรง โดยส่วนมากมักจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของผลิตภัณฑ์ เช่น ยางรถยนต์มียางเป็นวัตถุดิบทางตรง ปากกา มี พลาสติกและหมึกเป็นวัตถุดิบทางตรง เป็นต้น จำนวนในการใช้งานวัสดุ/วัตถุดิบทางตรงนี้จะแปรผันกับหน่วยในการผลิตโดยตรง 2.1.2 วัสดุทางอ้อม (Indirect Material Cost) เช่น วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้สนับสนุนในการผลิตโดยส่วนมากจะไม่แปรผันกับปริมาณการผลิตโดยตรง เช่น กระดาษทราย ผ้าเช็ดมือ กาว ตะปู เป็นต้น ในบางครั้งวัสดุทางอ้อมก็อาจถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของวัสดุทางตรงก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายทางการบัญชีของแต่ละองค์กร เช่น มีดกลึงสำหรับเครื่องจักรซีเอ็นซี ซึ่งเป็นวัถุดิบทางอ้อม สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของวัตถุดิบทางตรงก็ได้ อาจเนื่องจากเหตุผลด้านราคาที่สูง และสามารถคำนวณอายุการใช้งานต่อจำนวนชิ้นงานที่ทำการผลิตได้ (Tool Life) ถึงแม้ว่ามีดกลึงจะไม่ได้ถูกประกอบไปกับชิ้นงานก็ตาม 2.2 ต้นทุนด้านแรงงาน (Labor Cost) เป็นค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในการทำงานและผลิตสินสินค้าเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สามารถแบ่งออกได้คล้ายๆ กับต้นทุนวัตถุ คือ ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทางตรง และค่าจ่ายด้านแรงงานทางอ้อม ดังนี้ 2.2.1 ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทางตรง (Direct Labor Cost) เช่น ค่าจ้างรายวัน/เงินเดือนของพนักงานฝ่ายผลิต ซึ่งจะแปรผันกับปริมาณการผลิตโดยตรง 2.2.2 ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทางอ้อม (Indirect Labor Cost) เช่น เงินเดือนของพนักงานขาย เงินเดือนของผู้จัดการ เงินดือนของวิศวกร ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่แปรผันกับปริมาณในการผลิตโดยตรง 2.3ค่าใช้จ่ายโรงงาน หรือค่าโสหุ้ยในการผลิต (Overhead Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากจากค่าใช้จ่ายของวัสดุ และค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าโรงงาน ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร สวัสดิการต่างๆ เป็นต้น 3. การคำนวณต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิต สามารถคำนวณได้ดังนี้ ต้นทุนการผลิต = ต้นทุนวัสดุ + ต้นทุนแรงงาน + ค่าโสหุ้ย 4. การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เป็นการรวบรวม แจกแจง วิเคราะห์และรายงานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในส่วนของต้นทุนต่างๆ ของการผลิต เพื่อประโยช์ต่อการบริหารงาน และการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหาร วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต มีดังนี้ เพื่อกำหนดหาต้นทุนการผลิตที่ใกล้เคียงที่สุด : โดยปกติแล้วต้นทุนการผลิตที่ได้จากการคำนวณจะมีการคลาดเคลื่อนเนื่องจากหลายๆ ปัจจัยในการผลิต เช่น งานเสียต้องผลิตซ้ำทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มเป็นสองเท่า กระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพให้กระบวนการผลิตล่าช้า ส่งผลให้สิ้นเปลืองทรัพยากรนโรงงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตจะทำให้ทราบถึงจุดที่มีต้นทุนการผลิตที่สูง-ต่ำ รวมถึงสาเหตุและทีมาที่ทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงได้ การควบคุมและลดต้นทุนการผลิต : เมื่อทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้เราสามารถหามาตรฐานแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้ เพื่อตัดสินใจและวางแผนงานต่างๆ : เช่น เมื่อทราบปัญหาที่ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูง และหลังจากที่ได้มีการกำหนดมาตรฐานในการลดต้นทุนการผลิต ทำให้สามารถประมาณการต้นทุนการผลิตและราคาขายที่ต่ำลงมาได้ ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาได้ เพื่อกำหนดกำไรและฐานะทางการเงินของกิจการ : การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตจะทำให้สามารถประมาณการต้นทุนการผลิตที่แม่นยำ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารสามารถประมาณการผลประกอบการและกำไรของกิจการได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินผลและควบคุมการบริหารงาน : สามารถนำผลการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตมาประเมินผลงานทั้งประสิทธิภาพส่วนของบุคลากรที่ดำเนินงานและผังการบริหารองค์กร(Organization) เพื่อการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 5. วิธีการลดต้นทุนการผลิต วิธีการและแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตที่นิยมใช้กันมากและแพร่หลาย คือ การลดความสูญเสีย 7 ประการ คือ 1) ความสูญเสียจากการผลิตมากเกินความจำเป็น (Over Production) การผลิตที่มากเกินความจำเป็นหรือความต้องการของลูกค้า ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ ผลิตแล้วยังขายไม่ได้นั่นเอง ส่วนที่ผลิตเกินจากความต้องการ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งด้านค่าจ่ายในการจัดเก็บและควบคุมวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการ WIP/ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ต้นทุนแรงงานโดยเฉพาะการทำงานล่วงเวลา สาเหตุที่ทำให้มีการผลิตมากเกินความจำเป็น ประมาณการความต้องการผลิตภัณฑ์ของลูกค้าคลาดเคลื่อนของฝ่ายขาย การวางแผนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ มีปัจจัยใหม่ที่ไม่คาดคิดมาส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการของลูกค้า แนวทางในการลดต้นทุนที่เกิดจากการผลิตมากเกินความจำเป็น ฝ่ายขายต้องคอยอัพเดตและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการสั่งซื้อของลูกค้าอยู่เสมอเพื่อเพิ่มความแม่นยำของประมาณการขาย ฝ่ายวางแผนการผลิตต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายขายเพื่อนำข้อมูลที่มีการอัพเดตความต้องการของลูกค้ามาใช้ในการวางแผนการผลิต 2) ความสูญเสียจาการรอคอย (Waiting) การรอคอยเป็นกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และมูลค่า เช่น วัตถุดิบขาดสต๊อกทำให้กระบวนการผลิตเกิดการรอคอย เสียโอกาส เสียทั้งค่าแรงของพนักงาน กระบวนการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อทำให้เกิดการรอคอยในการผลิต เช่นเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดการรอคอย วัตถุดิบไม่เพียงพอให้ให้รอการผลิต เครื่องจักรเสียให้ต้องหยุดการผลิต กระบวนการผลิตไม่สมดุล เกิดอุบัติเหตุในการผลิต แนวทางในการลดต้นทุนที่เกิดจากการรอคอย มีการทบทวน Safety Stock-MOQ (Minimum Order Quantity) และปรับปรุงให้เหมาะสม ช่วยลดการขาดสต๊อกของวัตถุดิบ จัดทำแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร (Preventive Maintenance) เพื่อลดการหยุดการผลิตที่เกิดจากเครื่องจักรเสีย (Machine Break Down) มีการวิเคราะห์กระบวนการ จัดทำเวลามาตรฐาน (Standard Time) ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อช่วยในการวางแผนการผลิตให้เกิดความสมดุลในแต่ละกระบวนการมากที่สุด จัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยทั้งในเครื่องจักรและอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล มีแผนและดำเนินการอบรมด้านความปลอดภัยให้กับพนักงาน มีป้ายเตือนต่างๆ เพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน 3) ความสูญเสียจากการขนส่ง (Transportation) การวางผังโรงงาน (Plant Layout) และลำดับของกระบวนการ (Process Priority) มีผลโดยตรงต่อการขนส่งระหว่างกระบวนการเป็นการอย่างมาก การขนส่งที่มีระยะทางมากและซ้ำซ้อนส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรงของพนักงานขับรถโฟลค์ลิฟท์ ค่านำมัน ค่าเสียกาส เป็นต้น สาเหตุของความสูญเสียจากการขนส่ง วางผังโรงงานที่ขาดประสิทธิภาพ วางแผนกระบวนการที่ขาดประสิทธิภาพ การลดต้นทุนการผลิตที่เกิดจากการขนส่ง ทำการปรับผังกระบวนการผลิตและผังโรงงานโดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง ความสมดุลของกระบวนการ การเคลื่อนไหว เป็นหลัก ซึ่งโดยส่วนมากจะมีข้อจำกัดค่อนข้างมากโดยเฉพาะโรงงานที่มีเครื่องจักรขนาด ใหญ่ ซึ่งการเคลื่อน้ายทำได้ยากและเกิดต้นทุนสูง *การปรับปรุงผังกระบวนการและผังโรงงานควรมีการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจากต้นทุนในการปรับเปลี่ยนอาจสูงกว่าต้นทุนการผลิตที่ลดลง 4) ความสูญเสียจากการเก็บวัสดุคงคลังมากเกินไป (Excess Inventory) การเก็บวัสดุคงคลังมากเกินไป ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสในการขาย ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บละควบคุมวัสดุคงคลังทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สาเหตุของของสูญเสียจากการเก็บวัสดุคงคลังมากเกิน เป็นผลมากจากการผลิตที่มากเกิน จำนวนจัดเก็บเพื่อความปลอดภัย (Minimum Stock/Safety Stock) และ ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ(Minimum Order Quantity : MOQ) ไม่เหมาะสม การวางแผนการผลิตที่คลาดเคลื่อน การลดต้นทุนที่เกิดจากการจัดเก็บวัสดุคงคลังมากเกินไป ทบทวน Minimum Stock และ Safety Stock ทบทวนแผนการผลิต 5) ความสูญเสียที่เกิดจากงานเสีย (Defect) การผลิตงานเสียก่อให้เกิดการสูญเสียคือ ค่าใช้จ่ายในการผลิตภัณฑ์ซ้ำหรือแก้ไข ซึ่งรวมถึง วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาโดยที่ได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเท่าเดิม สาเหตุของความสูญเสียจากงานเสีย พนักงานขาดทักษะ ประมาท เลินเล่อ วิธีการทำงานไม่เหมาะสม วัตถุดิบไม่มีคุณภาพ เครื่องจักรประสิทธิภาพต่ำ เร่งรีบจนเกินไป การลดต้นทุนที่เกิดจากงานเสีย โดยปกติแล้วงานเสียที่เกิดในกระบวนการผลิตทางหน่วยงานด้านคุณภาพจะเข้ามา วิเคราะห์ร่วมกันกับฝ่ายผลิตเพื่อสาเหตุของงานเสียหรืองานที่ไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนด โดยหามาตรฐานในการแก้ไขและป้องกันอยู่แล้ว 6) ความสูญเสียที่เกิดจาการเคลื่อนไหวมากเกินไป (Excess Motion) การเคลื่อนไหวที่เกิดเกินความจำเป็นส่งผลให้ระยะเวลาในการทำงานนานขึ้น ค่าใช้จ่าย อื่นๆ ก็จะตามมา เช่น ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น สาเหตุของการสูญเสียที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไป วิธีการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ ทักษะของพนักงานไม่เพียงพอ ผังของกระบวนการไม่เหมาะสม การลดต้นทุนการผลิตที่เกิดจากเคลื่อนไหวมากเกินไป ใช้หลักการของ Work Study เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ แก้ไข และปรับปรุง ฝึกอบรมด้านทักษะให้กับพนักงาน จัดทำวิธีการทำงานที่เป็นมาตหรฐาน 7) ความสูญเสียของกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าหรือผลิตภัณฑ์ (Non-Value Added Processing) คือ กระบวนการส่วนเกิน ไม่มีกระบวนการนี้ก็สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้ สาเหตุของความสูญเสียที่เกิดจากกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า ขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนอย่างแท้จริง ยึดติดกับวิธีการเก่าที่ทำต่อเนื่องกันมา เลยทำให้อยากที่จะเปลี่ยนแปลง ขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การลดต้นทุนการผลิตที่เกิดจากกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า มีการวิเคราะห์และศึกษากระบวนการอย่างเป็นระบบ ใช้หลักการของวิศวกรรมคุณค่า (Value Engineering) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ยอมรับแนวคิดใหม่ โดยอาจให้เหตุผลกับพนักงานว่า วิธีการเก่าไม่ใช่วิธีการที่ผิด และวิธีการใหม่ๆ เป็นการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น
23 พ.ค. 2020
แนวคิดการทำธุรกิจ
แนวคิดการทำธุรกิจ
แนวความคิด (Idea) ในการทำธุรกิจนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจสร้างธุรกิจที่มีความยั่งยืน สิ่งนี้เป็นเสมือนฐานข้อมูลที่มีความสำคัญประกอบการพิจารณาเพื่อลดความเสี่ยงกับความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ ดังนั้น “ความเป็นไปได้ของ Idea ในการทำธุรกิจ” จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญๆ ที่จะทำให้การวางแผนการทำธุรกิจ (Business Planning) มีประสิทธิภาพต่อการสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค (Technical Feasibility) ความเป็นไปได้ทางด้านการตลาด (Market Feasibility) ความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน (Financial Feasibility) และความเป็นไปได้ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Feasibility) ความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค (Technical Feasibility) เป็นส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการ (Product/Service) ของธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย ลักษณะเฉพาะทางด้านเทคนิคในการผลิตสินค้า/บริการ ความต้องการและความพร้อมในการใช้งานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ความต้องการและความพร้อมในการใช้งานเกี่ยวกับทรัพยากรการผลิต ความต้องการและความพร้อมในการใช้งานเกี่ยวกับความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะ แหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้า/บริการ (Suppliers) บริษัทรับจ้างสนับสนุนผลิตสินค้า/บริการ (Subcontractors) และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในการผลิตสินค้า/บริการ ความเป็นไปได้ทางด้านการตลาด (Market Feasibility) เป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์กันอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน นั่นคือ ลูกค้า (Customers) สินค้า/บริการ (Product/Service) และคู่แข่งทางการค้า (Competitors) โดยรายละเอียดในส่วนของลูกค้า (Customers) ได้แก่ อายุ รายได้ การศึกษา สถานะทางด้านครอบครัว อุปนิสัยในการใช้จ่าย รูปแบบการดำเนินชีวิต ทัศนคติ ทำเลที่ตั้ง สถานที่สำคัญที่ใกล้เคียง เหตุผลเกี่ยวกับความต้องการซื้อสินค้า/บริการ และขนาดของกลุ่มลูกค้า เป็นต้น ส่วนรายละเอียดของสินค้า/บริการ (Product/Service) ประกอบไปด้วย ความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า/บริการ จุดขายที่เป็นเสมือนข้อได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งขันทางการค้า ทางเลือกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการ ระบบการกระจายสินค้า/บริการ การโฆษณาสินค้า/บริการ การจัดงานโปรโมตสินค้า/บริการ รวมไปถึงการนำเสนอโปรโมชันของสินค้า/บริการ เป็นต้น รายละเอียดในส่วนสุดท้ายของคู่แข่งทางการค้า (Competitors) อาทิ จำนวนของคู่แข่งทางการค้า ระดับความมั่นคงของคู่แข่งทางการค้า และจุดแข็ง-จุดอ่อนของคู่แข่งทางการค้า เป็นต้น ความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน (Financial Feasibility) เป็นส่วนที่มีความสำคัญอีกส่วนหนึ่งในการสร้างธุรกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้ แผนผังการไหลเกี่ยวกับการเงินของธุรกิจ (Cash Flow) การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break Even Point Analysis) โครงสร้างทางการเงินในการดำเนินธุรกิจ ต้นทุนเริ่มแรกในการสร้างธุรกิจ การบริหารต้นทุนทั้งส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่ (Fixed) และต้นทุนแปรผัน (Variable) แผล่งเงินทุนในแต่ละช่วงเวลา เป็นต้น ความเป็นไปได้ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Feasibility) เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผังองค์กรในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงแผนงานในการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรอย่างเนื่องด้วย ประกอบไปด้วย โครงสร้างองค์กร ทีมงานผู้บริหาร กฎระเบียบขององค์กร แผนการอบรมพัฒนาบุคลากร การวางเป้าหมายขององค์กร เป็นต้น ในการสร้าง Idea การทำธุรกิจนั้น นอกจากจำเป็นต้องทำการประเมินความเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจด้านต่างๆ แล้ว ยังมีคำถามพื้นฐานโดยทั่วๆ ไป ที่จะช่วยสนับสนุนให้การสร้าง Idea การทำธุรกิจมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ Idea การทำธุรกิจนั้นใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สามารถเป็นไปได้มากที่สุด โดยคำถามดังกล่าวเหล่านี้ที่ช่วยในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการสร้างธุรกิจมีดังนี้.- (1) Idea การทำธุรกิจนั้น จำเป็นต้องมีองค์ความรู้อะไรบ้าง??? คุณรู้อะไรเกี่ยวกับ สินค้า/บริการ รวมไปถึงกลุ่มบลูกค้าบ้าง ??? ในการมองหาธุรกิจที่ดีนั้น จะไม่มองไปที่มุมมองด้านเทคนิคการผลิตสินค้า/บริการนั้นๆ แต่เราจะมองไปที่กลุ่มตลาดขององค์กร (2) สร้างความเชื่อมั่นในตัวคุณด้วยความเชี่ยวชาญต่างๆ ด้านใดบ้าง ที่จะสามารถทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเดินหน้าไปได้ ??? ความเชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านี้ จะไม่ครอบคลุมถึงความต้องการในการผลิต-จัดส่ง-บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสินค้า/บริการโดยตรง แต่จะหมายถึงความเชี่ยวชาญที่คุณจำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในกิจกรรมการขายสินค้า/บริการ (3) เงินลงทุนที่คุณต้องมีสำหรับการลงทุนธุรกิจนั้น ควรมีจำนวนเท่าไหร่ ??? Idea การทำธุรกิจ จำเป็นต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนในช่วงเริ่มแรกกับการสร้างศูนย์จำหน่ายในระดับร้านค้าปลีก ได้แก่ ร้านค้าทางเครือข่าย Internet ในสังคมออนไลน์ทั่วๆ ไป โดยการซื้อในรูปแบบสิทธิพิเศษถือเป็นการสร้างอำนาจการซื้อที่ดีสำหรับลูกค้าในช่วงเปิดตัวสินค่า/บริการ แต่สิ่งนี้ก็ต้องพิจารณาควบคู่กันกับเงินทุนที่เพียงพอด้วยเช่นเดียวกัน (4) คุณคิดว่าธุรกิจที่กำลังคิดจะทำนั้น คุณกำลังมีความสนุกและสนใจที่จะทำจริงๆ หรือเปล่า ??? คุณจะมีความสุขมากๆ เมื่อคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจโดยที่คุณสนุกไปกับมันด้วย กล่าวคือคุณควรระวังการให้ความสนใจว่าธุรกิจนั้นไม่ใช่งานอดิเรกของคุณเอง แต่มันเป็นธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ของคุณต่างหาก (5) การตัดสินใจรูปแบบการขายนั้นครอบคลุมทั้งหมดหรือเปล่า ??? ศูนย์จำหน่ายในระดับร้านค้าปลีกในช่วงเริ่มทำธุรกิจนั้น ถือเป็นเครือข่ายขนาดเล็กที่ดีสำหรับการรอให้ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาพบสินค้า/บริการได้สะดวก เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันกับลูกค้าจากการซื้อขายสินค้า/บริการ ดังนั้น รูปแบบการขายนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการขายถือเป็นส่วนที่สำคัญมากโดยเสมอ (6) คุณจะเข้าถึงการแข่งขันทางการค้าได้อย่างไร ??? คุณอาจจะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมานานหลายปี แต่สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจของคุณจะไม่อยู่กับที่ ดังนั้น การวิเคราะห์เกี่ยวกับส่วนแบ่งทางการตลาดจึงถือเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำอยู่โดยตลอด เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจของคุณสามารถแข่งขันทางการค้าในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (7) คุณมองเห็นช่องว่างทางการตลาดบ้างหรือเปล่า ??? ช่องว่างทางการตลาดเปรียบเสมือนความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่มีการเติมเต็มนั่นเอง ถ้าหากลูกค้าเดินเข้ามาเพื่อซื้อสินค้า/บริการภายในศูนย์จำหน่ายในระดับร้านค้าปลีกของคุณเป็นเวลาค่อนข้างนานมากเกินไป สิ่งนี้กำลังบ่งชี้ว่าสินค้า/บริการของคุณยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ (8) คุณสำรวจแนวโน้มทางการตลาดบ้างหรือเปล่า ??? การสำรวจแนวโน้มทางการตลาดนี้ สามารถกำหนดได้ว่าอะไรกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก และในทางตรงกันข้ามก็สามารถบ่งชี้ว่าอะไรกำลังจะหมดความนิยมลง ตัวอย่างเช่น การสร้าง Application เพื่อรองรับการซื้อขายสินค้า/บริการผ่านทาง Smart Phones ของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นต้น (9) สินค้า/บริการของคุณนั้น ลูกค้าตัดสินใจบนพื้นฐานของราคาเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า ??? ลูกค้าใหม่ๆ บางคน อาจจะสนใจกับการลดราคาลงอย่างมากจากคู่แข่งขันทางการค้าของคุณได้ ซึ่งคุณอาจจะเห็นว่าคู่แข่งขันทางการค้าของคุณมีกำไรน้อยลง แต่สิ่งนี้สามารถทำให้ลูกค้าเหล่านั้นสร้างกำแพงการซื้อขายกับสินค้า/บริการของคุณได้ในอนาคตต่อไป (10) คุณมีแนวความคิดที่หลากหลายเชิงธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าหรือเปล่า ??? สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถป้องกันความล้มเหลวในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณ คือ การไม่ทำให้งานของคุณรู้สึกง่ายและสะดวกในการดำเนินงานมากจนเกินไป จนไม่มีความแตกต่างกับคู่แข่งขันทางการค้ารายอื่นๆ จนเกิดเป็นระดับมาตรฐานเดียวกันที่ลูกค้าสามารถไปซื้อขายกับใครอื่นๆ ก็ได้ คุณควรจะมีแนวความคิดที่หลากหลายในเชิงธุรกิจให้มากยิ่งขึ้นกว่ารูปแบบธุรกิจเดิมในปัจจุบันที่เป็นอยู่ เพื่อเป็นการสร้างข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจของคุณเอง
23 พ.ค. 2020
การหาจุดคุ้มทุน
การหาจุดคุ้มทุน
การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่อาจมองข้าม หรือขาดความเข้าใจในเรื่องจุดคุ้มทุน (Break Even Point) หรืออาจเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือจะต้องขายสินค้าจำนวนเท่าไหร่จึงจะ “เท่าทุน” โดยส่วนใหญ่มักจะคิดว่าขายให้ได้เงินมาเท่ากับเงินที่ใช้ซื้อวัตถุดิบในแต่ละเดือนก็ถือว่าเท่าทุนแล้ว แต่อันที่จริงแล้วจุดคุ้มทุนที่แท้จริงมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่านั้น จุดคุ้มทุน คือจุดที่รายได้เท่ากับรายจ่ายพอดี หากเรารายได้มากกว่าจุดคุ้มทุนส่วนที่เกินคือกำไรโดยการคำนวณจุดคุ้มทุนไม่ได้ยากอย่างที่คิดมีเพียง 2 ส่วนเท่านั้นที่ต้องเข้าใจคือ ส่วนของต้นทุนและส่วนของยอดขาย ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจในส่วนของต้นทุนกันก่อน โดยต้นทุนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆดังนี้ 1. ต้นทุนคงที่ (Fix Cost) ต้นทุนคงที่คือต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมีการขายสินค้าหรือไม่ก็ตาม เรียกง่ายๆ ว่าจะขายได้หรือไม่ก็ต้องจ่ายต้นทุนก้อนนี้ โดยส่วนใหญ่จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนคือต้นทุนคงที่ในส่วนของการผลิต และต้นทุนคงที่ในส่วนของการขายและบริหาร 1.1. ต้นทุนคงที่ในส่วนของการผลิต เช่น ค่าเช่าที่ดินในส่วนของโรงงานหรือสถานที่ผลิต ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรงงานดังกล่าว รวมไปถึงเงินเดือนพนักงานประจำในโรงงานและฝ่ายผลิต เป็นต้น 1.2. ต้นทุนคงที่ในส่วนของการขายและบริหาร เช่น ค่าเช่าอาคารสถานที่สำหรับส่วนของสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานในส่วนสำนักงาน ค่าภาษีต่างๆ เงินเดือนพนักงานในส่วนงานบริหารจัดการและสำนักงาน รวมถึงต้นทุนที่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอนโดยที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แปรผันตามยอดขาย 2. ต้นทุนแปรผัน (Variable Cost) ต้นทุนแปรผันคือต้นทุนที่เกิดขึ้นตามจำนวนสินค้าที่ขายไป หรืออธิบายง่ายๆว่าเป็นต้นทุนที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการผลิตหรือขายสินค้าโดยแปรผันตามจำนวนหน่วยสินค้าที่ผลิตหรือจำหน่ายออกไป โดยต้นทุนแปรผันสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ส่วนคือต้นทุนแปรผันในส่วนของการผลิต และต้นทุนแปรผันในส่วนของการขายและบริหาร 2.1. ต้นทุนแปรผันในส่วนของการผลิต เช่น วัตถุดิบ (Materials) แรงงาน (Labor) และค่าโสหุ้ยหรือค่าใช้จ่ายในการผลิต (Overhead) อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ามีดกลึง ค่าวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆในการผลิตเป็นต้น และในส่วนของค่าแรงงานนั้นเราจะนำมาคิดในส่วนของแรงงานในการผลิตที่ไม่ใช้การจ่ายเงินเดือนประจำเท่านั้น 2.2. ต้นทุนแปรผันในส่วนของการขายและบริหาร เช่น ค่านายหน้า (Commission) ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการขายหรือให้บริการ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ได้แก่ ค่าโฆษณา ค่าเลี้ยงรับรอง เป็นต้น โดยส่วนใหญ่นโยบายบริษัทมักจะตั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นร้อยละของยอดขายสินค้าจึงถือเป็นต้นทุนแปรผัน ยกตัวอย่างเช่นบริษัทแห่งหนึ่งตั้งค่านายหน้าไว้ที่ 3% ของยอดขายสินค้า หากพนักงานฝ่ายขายสามารถขายสิ้นค้าได้ 100 ชิ้นในราคาชิ้นละ 100 บาทก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่มจากเงินเดือนปกติอีก 300 บาทสำหรับการขายในครั้งนี้ ดังที่กล่าวมาทั้งหมด ในการพิจารณาว่าต้นทุนใดเป็นต้นทุนคงที่ ต้นทุนใดเป็นต้นทุนแปรผันให้มองง่ายๆว่าต้นทุนนั้นๆเกิดจากจุดไหน หากเกิดจากการผลิตหรือการบริการโดยมีต้นทุนมากขึ้นตามจำนวนที่ผลิตหรือให้บริการต้นทุนนั้นเรีกว่าต้นทุนแปรผัน หากเกิดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงตามยอดขายต้นทุนนั้นเรียกว่าต้นทุนคงที่ เมื่อเราพอที่จะแยกแยะได้แล้วว่าต้นทุนเบื้อต้นคิดอย่างไรเรามาดูวิธีคำนวณหาจุดคุ้มทุนตามสูตรดังต่อไปนี้ ยกตัวอย่างเช่นบริษัทแห่งหนึ่งขายสินค้า A ในราคาชิ้นละ 150 บาท มีต้นทุนแปรผันในการผลิตรวมถึงการขายและบริหารชิ้นละ 100 บาท และมีต้นทุนคงที่ทั้งหมดต่อเดือน 200,000 บาท ดังนั้นเมื่อเรานำมาแทนค่าลงในสูตรจะได้ดังนี้ *ดังนั้น จุดคุ้มทุน = 4,000 หน่วยต่อเดือน สรุปว่า บริษัทแห่งนี้จะต้องขายสินค้าให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 4,000 ชิ้นต่อเดือนเพื่อที่จะไม่ขาดทุน หากขายได้มากกว่า 4,000 ชิ้นต่อเดือนส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาคือส่วนของกำไรดังแสดงผลลัพธ์ตามกราฟ
23 พ.ค. 2020
การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)
การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)
สินค้าคงคลังหรือสินค้าคงเหลือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจการผลิตและธุรกิจซื้อมาขายไปเป็นอย่างมาก เพื่อให้ธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นในการผลิตสินค้าที่ไม่ขาดตอน ธุรกิจก็ต้องสต๊อกวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิตและยังต้องเก็บสต๊อกสินค้าสำเร็จรูปไว้เผื่อขายด้วย วัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเหล่านี้เรารวมเรียกว่าสินค้าคงคลังหรือสินค้าคงเหลือนั่นเอง กิจการที่มีสต๊อกจำนวนมากก็เป็นปัญหาทั้งสถานที่เก็บและยังเป็นปัญหาที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากอีกด้วย การบริหารสินค้าคงคลังให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องบริหารจัดการให้ดีเพื่อให้มีสินค้าขายและมีต้นทุนการเงินที่ต่ำไปด้วย รายการหลักๆของสินค้าคงเหลือแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ 1. วัตถุดิบ วัสดุสิ้นเปลือง และบรรจุภัณฑ์ 2. งานระหว่างทำ (งานผลิตที่ยังไม่เสร็จ อยู่ระหว่างการผลิต) 3. สินค้าสำเร็จรูป (เก็บไว้เพื่อขาย) 4. อะไหล่และวัสดุสำหรับการซ่อมบำรุง กิจการที่เพิ่งเปิดใหม่มักไม่ค่อยได้สนใจที่จะบริหารสินค้าคงเหลือที่เกิดขึ้นแต่เมื่อดำเนินธุรกิจไปแล้วเกิน 3 ปีก็จะมีสต๊อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆกว่าจะรู้สึกตัวก็มีต้นทุนในสต๊อกมากมาย เพราะต้นทุนที่เกิดจากการสต๊อกสินค้าจะประกอบไปด้วย ดอกเบี้ย สถานที่เก็บรักษา(ค่าเช่า) สินค้าล้าสมัย สินค้าเสื่อมสภาพหรือหมดอายุไป หากเจ้าของกิจการมีสต๊อกสินค้ามากเท่าใดก็ยิ่งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากเท่านั้น เรามักจะได้ยินคำพูดนี้จากผู้ประกอบการบ่อยๆว่าทำไมขายดีแต่ไม่เห็นมีเงินเหลือเลย ส่วนใหญ่ก็เพราะเงินที่กำไรจะไปจมอยู่ที่สินค้าคงเหลือนั่นเอง มีผู้ประกอบการรายหนึ่งที่ผลิตเครื่องหนังส่งออกไปต่างประเทศ กิจการมียอดขายประมาณปีละ 80 ล้านบาท เจ้าของกิจการมีความสงสัยอย่างมากว่าขายก็ดี ราคาขายก็มีกำไร แต่ทำไมไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือเลย ต้องนำเงินส่วนตัวมาช่วยในการหมุนเวียนอยู่เสมอ เมื่อทาง BSC ได้เข้าไปให้คำปรึกษาและเยี่ยมชมโรงงานก็ได้ไปเห็นคลังสินค้าที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบที่เป็นทั้งหนังแท้และหนังเทียม รวมทั้งยังไปพบสต๊อกกล่องกระดาษที่เป็นบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก เก็บไว้เต็มโกดังที่เก็บ เมื่อมาดูจำนวนยอดเงินของสินค้าคงคลังพบว่ามีสต๊อกสินค้าคงคลังสูงถึง 50 ล้านบาท เมื่อมาสำรวจวัตถุดิบที่เป็นหนังพบว่ามีหนังที่เสื่อมสภาพและหมดอายุไปเกินครึ่งของสต๊อก ซึ่งแสดงว่าเงินที่ได้กำไรมาก็อยู่ในสินค้าคงคลังเหล่านี้เองและกิจการก็มีการเก็บสต๊อกนานเกิน 6 เดือน หากเจ้าของกิจการไม่มีเงินส่วนตัวมาช่วยในการลงทุนและจำเป็นต้องไปกู้เงินมา ใข้ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้และอาจทำให้ประสบปัญหาขาดทุนได้จากสินค้าคงเหลือที่หมดอายุเหล่านี้ การบริหารสินค้าคงเหลือให้เหมาะสมกับกิจการได้ มีแนวทางการจัดการดังนี้ กำหนดปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสมกับกิจการ (กำหนด Safety stock) ด้วยการจดบันทึกสินค้าเข้า-ออก ในคลัง โดยรวบรวมการเบิกจ่ายในอดีต ดูยอดขาย เพื่อให้มีสต๊อกเพียงพอตรงตามความต้องการของผู้บริโภคทั้งในด้านแบบ สี และขนาด โดยเก็บข้อมูลว่ารายการสินค้าใดขายดี สินค้าใดขายไม่ดี วัตถุดิบประเภทใดควรสั่งซื้อเพิ่ม หรือสินค้าสำเร็จรูปประเภทใดควรลดราคาล้างสต็อก หรือควรตัดสต็อก เพราะเสื่อมคุณภาพและล้าสมัยแล้ว มีการวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบที่ดี โดยหาค่าปริมาณการสั่งซื้อที่มีต้นทุนต่ำที่สุด โดยหาค่าEconomic Order Quantity หรือเรียกสั้นๆว่า EOQ เป็นวิธีที่แพร่หลายและใช้กันมานานเพราะเป็นการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ทำให้ประหยัดทั้งต้นทุนในการสั่งซื้อ และต้นทุนในการเก็บรักษา และบอกถึงปริมาณที่ควรสั่งซื้อจำนวนเท่าใดจึงจะประหยัดที่สุด โดยใช้สูตรคำนวณดังนี้ โดย Q หรือ EOQ = ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดหรือเหมาะสมที่สุด N = จํานวนครั้งของการสั่งซื้อต่อปี D = ความต้องการสินค้าต่อปี CO = ต้นทุนการสั่งซื้อต่อครั้ง (บาท/ครั้ง) CH = ต้นทุนการเก็บรักษา (บาท/หน่วย/ปี) หาจุดสั่งซื้อ (reorder point) คือจุดที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าใหม่ และเป็นจุดที่ใช้เตือนสำหรับการสั่งซื้อในรอบถัดไป มีสูตรการคำนวณดังนี้ Reorder point = ระยะเวลาของ lead time (วัน) X จำนวนสินค้าต่อวัน+ ปริมาณสต๊อกที่กันไว้เผื่อ (safety stock) เจรจาต่อรองขอส่วนลดเมื่อซื้อปริมาณวัตถุดิบจำนวนมาก ผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบใดอย่างสม่ำเสมอและทราบปริมาณการใช้ที่แน่นอน ควรเจรจากับผู้ขายโดยตกลงเป็นตัวเลขของปริมาณการใช้วัตถุดิบนี้ทั้งปี แต่ให้ผู้ขายทยอยส่งของให้ทุกเดือนโดยทำสัญญาเป็นรายปีเพื่อได้ส่วนลดมากขึ้น กรณีแบบนี้ธุรกิจขนาดเล็กมักไม่กล้าเจรจา ทาง BSC เคยแนะนำผู้ขายกาแฟสดรายหนึ่งที่มีสาขาหลายแห่ง ได้แนะนำให้ไปเจรจาและทำสัญญาซื้อนมสด นมข้นหวานเป็นรายปี ผู้ประกอบการรายนี้ได้ไปเจรจาและได้ส่วนลดมากกว่าเดิมถึงร้อยละ 5 ของราคาเดิมทำให้มีกำไรมากขึ้น บริหารจัดการสินค้าคงคลังไม่ให้มี Dead stock เพื่อให้วัตถุดิบไม่เสื่อมสภาพและล้าสมัย มีการตรวจนับสินค้าคงคลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยควรตรวจทุกรายการปีละ 1 ครั้งและสุ่มตรวจบางรายการทุกเดือนเพื่อให้ทราบว่าสินค้าคงคลังที่บันทึกในบัญชีไว้ตรงกับสินค้าคงคลังที่เก็บไว้ในโกดังหรือไม่ และเพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือฉ้อโกงจากพนักงานของกิจการด้วย นอกจากนั้นการตรวจนับจะช่วยให้พนักงานที่ดูแลต้องเอาใจใส่ในการเก็บรักษาด้วย จัดสถานที่เหมาะสมในการเก็บสินค้าคงคลัง มีเอกสารการเบิกจ่ายสินค้าคงคลัง เพื่อควบคุมการซื้อและเบิกจ่ายสินค้าคงคลังได้โดยออกแบบให้มีช่องอนุมัติให้เบิกสินค้าคงเหลือได้เพื่อควบคุมการรั่วไหล นำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ควบคุมสต๊อก ในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดกลางซึ่งมียอดขายสูง มีการผลิตสินค้าหลายแบบ และมีรายการที่เป็นวัตถุดิบจำนวนมาก เพื่อใช้ควบคุมและนำมาบริหารงานให้ดีขึ้น
23 พ.ค. 2020
การจัดซื้อและวางแผนการจัดซื้อ
การจัดซื้อและวางแผนการจัดซื้อ
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมักจะจัดซื้อสินค้าและวัตถุดิบโดยเจ้าของกิจการหรือกรรมการผู้จัดการมากกว่าการให้พนักงานมีอำนาจในการจัดซื้อ แต่สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่แล้วจะมีฝ่ายจัดซื้อโดยเฉพาะเนื่องจากฝ่ายจัดซื้อจะมีหน้าที่วางแผนการจัดซื้อและมีการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพดีทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ และได้รับวัตถุดิบที่มีคุณภาพและส่งถึงสถานที่เก็บตรงตามเวลาที่กำหนด ดังนั้นเจ้าของกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางควรให้ความสำคัญในเรื่องการจัดซื้อและวางแผนการจัดซื้อเท่ากับการบริหารจัดการการผลิตด้วยเพราะการจัดซื้อถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของโลจิสติก (Logistic)ซึ่งมีบางมหาวิทยาลัยมีสาขาวิชานี้โดยเฉพาะ การจัดซื้อเป็นกระบวนการที่กิจการตกลงทำการซื้อขายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่ต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายของธุรกิจโดยมีราคาซื้อที่หมาะสม ได้สินค้าที่มีคุณภาพ มีปริมาณที่ถูกต้องและตรงตามเวลาที่ต้องการโดยมีต้นทุนการจัดซื้อที่ต่ำและมีผู้ขายที่เชื่อถือได้ ปัจจุบันการจัดซื้อได้พัฒนาด้วยการใช้เทคโนโลยีควบคุมปริมาณการสั่งซื้อ บางกิจการใหญ่ๆได้มีการจัดซื้อแบบลีน (Lean purchasing) ซึ่งเป็นการจัดซื้อที่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและกำจัดความความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดหาจัดซื้อทั้งภายในและระหว่างองค์กร การจัดซื้อแบบลีนจะช่วยในการลดปริมาณของสินค้าคงคลัง ลดจำนวนของเสียและสามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำ จุดประสงค์ของการวางแผนการจัดซื้อมีดังนี้ เพื่อให้มีวัตถุดิบและวัสดุอื่นๆเพียงพอในการผลิต เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันความเสียหายในระหว่างขนส่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสั่งซื้อที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้มีต้นทุนการจัดซื้อที่ต่ำและได้ราคาวัตถุดิบที่เหมาะสม ผู้ประกอบการและพนักงานที่รับผิดชอบการจัดซื้อควรทราบถึงหลักการจัดซื้อที่ดีซึ่งประกอบไปด้วยหลักความถูกต้อง 6 ประการ (6 Rights) 1. Right Quality คือจัดซื้อได้ถูกต้องตามคุณภาพที่ต้องการ หน่วยงานหรือฝ่ายต่างๆในองค์กรมีความต้องการใช้สินค้าหรือวัสดุจำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติมาให้และฝ่ายจัดซื้อก็ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดคุณสมบัติ(Specifications) ของสินค้าที่สั่งซื้อด้วยทำให้สินค้าที่ได้รับจะมีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ 2. Right Quantity คือจัดซื้อได้ถูกต้องตามจำนวนที่ผู้ใช้ต้องการ ปริมาณการสั่งซื้อต้องตรงกับความต้องการไม่ควรขาดไปหรือเกินไปเพื่อต้นทุนการผลิตที่ต่ำ หากต้องสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศก็จำเป็นต้องวางแผนการจัดซื้อให้มากขึ้นโดยการคาดการณ์หรือประมาณการเรื่องของฤดูกาล ระยะเวลาขนส่งสินค้าและสถานที่จัดเก็บด้วย 3. Right time คือ การส่งสินค้าถูกต้องตรงตามกำหนดเวลา การจัดซื้อที่ดีต้องกำหนดช่วงเวลาส่งสินค้าให้กับผู้ขายได้และเป็นช่วงเวลาที่ทันต่อการผลิต 4. Right price คือ ผู้สั่งซื้อสามารถซื้อสินค้าและวัตถุดิบได้ในราคาเหมาะสมยุติธรรม การซื้อในราคาแพงกว่าคู่แข่งขันมีผลทำให้ต้นทุนสินค้าสูงและแข่งขันยาก ผู้จัดซื้อจึงต้องเทียบราคากับผู้ขายหลายๆแหล่งเพื่อให้ทราบถึงราคาซื้อที่เหมาะสม 5. Right source คือแหล่งขายที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ฝ่ายจัดซื้อต้องตรวจสอบประวัติผู้ขายก่อนการสั่งซื้อ ซึ่งจะใช้การสอบถามจากผู้ขายรายอื่นหรือจากนักจัดซื้อด้วยกัน นอกจากการสอบถามจากคนรู้จักแล้วฝ่ายจัดซื้ออาจตรวจสอบประวัติการเงินจากงบการเงินของผู้ขายได้ที่เว๊ปไซค์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ 6. Right place คือ การจัดส่งไปยังสถานที่ที่ถูกต้อง ฝ่ายจัดซื้อต้องระบุสถานที่จัดส่งสินค้าให้ชัดเจนเพื่อผู้ขายจะได้ส่งไปยังโกดังหรือโรงงานที่ผลิตได้อย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียวควรให้ความสำคัญกับการจัดซื้อให้มากเพื่อได้รับสินค้าที่มีคุณภาพดี, มีจำนวนที่ถูกต้อง, ได้ราคาที่ต่ำและส่งทันตามเวลาที่ต้องการ หากเจ้าของกิจการไม่มีเวลาที่จะวางแผนการจัดซื้อก็ควรมอบหมายให้พนักงานธุรการหาข้อมูลแหล่งขายหลายๆแหล่งเพื่อทราบถึงราคาที่เหมาะสมและตรวจสอบประวัติของผู้ขายเหล่านั้นเพื่อวางแผนการสั่งซื้อได้ การสั่งซื้อที่ดีมีประสิทธิภาพจะทำให้กิจการมีผลกำไรสูงขึ้นหากไม่มีการวางแผนจัดซื้อเลยอาจมีผลในการเกิดปัญหาขาดวัตถุดิบมาผลิตและเมื่อต้องเร่งให้ผู้ขายส่งวัตถุดิบมาให้ทันเวลาก็จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและบางครั้งยังได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ด้วย
23 พ.ค. 2020
การขนส่งแบบผ่านศูนย์กระจายสินค้ากลาง
การขนส่งแบบผ่านศูนย์กระจายสินค้ากลาง
กลไกลการค้าในปัจจุบันมีการแข่งขันกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทันท่วงที เพราะด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากกลายเป็นต้องการที่จะซื้อสินค้าและได้รับทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากผู้ค้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการข้อนี้ได้ ลูกค้าก็อาจจะเลือกไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเจ้าอื่นที่คุณภาพใกล้เคียงกันแต่ตอบสนองรวดเร็วกว่า ฉะนั้นการที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้ารวดเร็วร้านค้าจำเป็นต้องมีสต็อคสินค้าในปริมาณมากพอที่จะพร้อมเสนอขายในทันที แน่นอนว่าต้นทุนการสต็อคสินค้าย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย หากระบายสินค้าไม่ทันก็จะทำให้กระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในกิจการได้ในระยะยาว จึงได้มีระบบศูนย์กระจายสินค้าเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการตอบสนองความต้องการ และจัดการระบบการขนส่งสินค้าในปัจจุบัน ศูนย์กระจายสินค้า หรือ Distribution Center (DC) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบการจัดการ Logistic เพราะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกิจกรรมการขนส่ง เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต และผู้ขายปลีก หรือเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคเลยก็ได้ โดยทำหน้าทีรับสินค้าจากผู้ผลิตแต่ละรายมาเก็บไว้ในคลังสินค้าของตน โดยดำเนินการบริหารจัดการ มีเทคโนโลยีในการกระจายและจัดส่งสินค้าแทนผู้ผลิตสินค้า ทำให้ผู้ผลิตสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งไปยังลูกค้าแต่ละราย มาเป็นส่งที่ DC เพียงแห่งเดียว และ DC จะมีหน้าที่กระจายสินค้าให้ อีกทั้งผู้ค้าปลีกไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อในปริมาณมากๆต่อรอบการสั่งแล้วทำให้ต้องเสียค่าพื้นที่จัดเก็บ แต่สามารถเรียกสินค้าเป็นรอบที่ถี่ขึ้นแต่ปริมาณน้อยลงเพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บในร้าน โดยกิจกรรมหลักๆของศูนย์กระจายสินค้ามีดังต่อไปนี้ 1. การรับสินค้า คือการรับสินค้าที่ขนส่งมาจากผู้ผลิต โดยใน DC จะมีท่าเทียบสำหรับจอดรถขนส่งสินค้าแบบจำเพาะทำให้มีความสะดวกในการขนย้ายสินค้า 2. การจำแนกสินค้า หลังจากการรับสินค้าแล้วทาง DC จะทำการแยกสินค้าที่จะจัดส่งให้ลูกค้าลำดับถัดไปตามเงื่อนไข เช่นแยกตามระยะเวลาจัดส่ง แยกตามประเภทของสินค้า ซึ่งโดยปกติ DC จะพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าแต่ละรอบการส่งล่วงหน้าเพื่อจัดลำดับการเบิกสินค้าจากคลังให้มีระเบียบ 3. การจัดส่งสินค้า หลังจากเบิกสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้า จะทำการจัดส่งขึ้นรถซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กกว่ารถที่ผู้ผลิตขนของมาส่งให้ DC เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงในบางพื้นที่ เพราะ DC แต่ละแห่งต้องมีความชำนาญพื้นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นี่เป็นสาเหตุที่ผู้ประกอบการควรเลือกใช้ DC แทนการขนส่งเองเพราะจะสามารถขนส่งถึงมือลูกค้าได้รวดเร็ว ทำให้เกิดความพึงพอใจและอยากกลับมาซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการอีกครั้งในอนาคต ประโยชน์ของศูนย์กระจายสินค้า 1. เป็นที่จัดเก็บสินค้า หรือวัตถุดิบแทนผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก เป็นการลดต้นทุนค่าจัดเก็บสินค้า และเป็นการสนับสนุนการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just In Time) ซึ่งเป็นแนวทางการลดต้นทุนในการผลิตและการบริหารคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย 2. สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าเนื่องจาก การใช้ศูนย์กระจายสินค้าจะสามารถลดเวลาขนส่งที่เดิมขนส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้ค้าปลีก 3. สามารถป้องกันการขาดแคลนสินค้าที่อาจจะมีความไม่แน่นอนตามฤดูกาลและสภาวะตลาด โดยสามารถใช้คลังสินค้าในการสต็อคสินค้าหรือวัตถุดิบโดยจะเบิกของออกมาเป็นรอบๆตามความต้องการได้ 4. ทำให้เกิดความประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) เพราะการมีคลังสินค้าสามารถส่งเสริมให้ผู้ค้าปลีกสามารถสั่งสินค้าได้ในปริมาณมากๆจากผู้ผลิต ทำให้มีความสามารถในการต่อรองราคา โดยสั่งสินค้าทั้งหมดมาเก็บยังคลังสินค้าที่อยู่ในศูนย์กระจายสินค้าแล้วให้จัดส่งมายังร้านค้าเป็นรอบๆตามที่ต้องการ หลักการการเลือกใช้บริการศูนย์กระจายสินค้า 1. เลือกบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการกระจายสินค้า และมีระบบการจัดการที่ทันสมัยเชื่อถือได้รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ตลอดเวลา 2. เลือกศูนย์กระจายสินค้าที่มีทำเลสะดวก มีสาธารณูปโภคพื้นฐานครบถ้วนเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการส่งสินค้าของเราไปยังลูกค้า 3. เลือกศูนย์กระจายสินค้าที่มียานพาหนะที่รัดกุม สามารถรักษาสินค้าเราได้โดยไม่เสียหายเมื่อไปถึงมือลูกค้า 4. เลือกศูนย์กระจายสินค้าที่มีราคาสมเหตุสมผล และที่สำคัญเมื่อคำนวณแล้วต้องมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่ผู้ผลิตจะจัดส่งสินค้าเอง การขนส่งสินค้าโดยตรงจากโรงงานผลิตไปยังร้านค้าปลีก ในอดีตผู้ผลิตต้องทำการส่งสินค้าไปยังร้านค้าปลีก หรือส่งตรงยังผู้บริโภคด้วยตัวเอง แต่ในปัจจุบันมีธุรกิจที่รับผิดชอบหน้าที่การขนส่ง และรับบริหารจัดการระบบคงคลังแทนผู้ผลิต ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการขนส่งด้วยตัวเองอีกต่อไป แม้ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำพวกค่าแรงพนักงานขับรถ ค่าผ่อนรถขนส่ง ค่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า และค่าซ่อมบำรุงต่างๆที่ตามมา อีกทั้งบริษัทที่ให้บริการ DC มีความชำนาญ มีเครื่องมือและระบบบริหารจัดการคงคลังโดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ผลิตสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงทีแน่นอน และสามารถตรวจสอบขั้นตอนการจัดเก็บและขั้นตอนการขนส่งได้ตลอด การขนส่งสินค้าโดยผ่านศูนย์กระจายสินค้า
23 พ.ค. 2020
การขนส่งแบบ Milk run
การขนส่งแบบ Milk run
การขนส่งไม่ว่าจะเป็นการขนส่งวัตถุดิบหรือการขนส่งสินค้าสำเร็จนับเป็นหัวใจสำคัญของการประกอบธุรกิจในส่วนของการส่งมอบ เพื่อทำให้สายการผลิตไม่ต้องหยุดชะงักและไม่ต้องมีการสต็อคของไว้มากจนเกินไป ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับรูปแบบการขนส่งแบบมิลค์รัน (milk run) รูประบบการขนส่งแบบปกติที่ Supplier แต่ละรายส่งสินค้ามายังผู้ผลิตโดยตรง มิลค์รัน (milk run) มีแนวคิดมาจากการส่งนมสดจากฟาร์มไปตามบ้านโดยจะจัดส่งไปตามบ้านที่หน้าบ้านมีขวดนมเปล่ามาวางรอไว้ ทางฟาร์มจะเก็บขวดเปล่าแล้วน้ำนมขวดใหม่วางแทนเท่าจำนวนเดิม ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆกับบ้านทุกหลัง ในทุกๆเช้า และเมื่อโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมก็ได้มีการประยุกต์วิธีการดังกล่าวมาใช้สำหรับขนส่งวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนการผลิตในทันเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อคหรือไม่ทำให้สายการผลิตวางงาน โดยการผลิตแบบทันเวลาในที่นี้เรารู้จักกันดีในชื่อ Just in Time ที่อุตสาหกรรมชั้นนำยึดเป็นหลักปฏิบัติมาอย่างยาวนาน มิลค์รัน เป็นรูปแบบการจัดการการขนส่งที่ทำการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ทำการผลิตเพื่อลดปริมาณสินค้าคงคลัง โดยการรับของจาก Supplier ทุกรายในเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว จากนั้นเดินทางกลับมายังโรงงานผลิต โดยลักษณะการขนส่งจะเป็นวงรอบ และต้องตรงเวลาพอดี ดังนั้นการวางแผนเส้นทาง ศักยภาพของรถบรรทุกและคนขับ ย่อมเป็นสิ่งสำคัญมาก อีกทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและสามารถวางได้พอดีกับพื้นที่รถบรรทุกก็จะช่วยให้สามารถสร้างความคุ้มค่าให้ผู้ประกอบการได้ยิ่งขึ้น รูปจำลองการขนส่งแบบมิลค์รัน (Milk Run) รูปจำลองลำดับการขนส่งของระบบมิลค์รัน (Milk Run) การขนส่งแบบมิลค์รัน ในช่วงแรกเป็นการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลของ Supplier ทั้งในเรื่องข้อมูลการผลิต ข้อมูลการจัดส่ง ข้อมูลเส้นทาง เพื่อสนับสนุนการผลิตสู่บริษัทผู้ผลิต แล้วทำการกำหนด ตารางเวลาการเดินรถ ว่าออกจากบริษัทผู้ผลิตแล้วจะต้องไปรับชิ้นส่วนที่ Supplier ที่ไหน เวลาใด ซึ่งการกำหนด ตารางเวลาการเดินรถจะมีการใช้ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างบริษัทผู้ผลิตและ Supplier เข้าด้วยกัน ทำให้ Supplier สามารถที่จะรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากผู้ผลิตได้ ส่วนระยะเวลาในการส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อล่วงหน้านั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตของ Supplier แต่ละราย ประโยชน์ที่ได้รับจากการนำระบบขนส่งแบบมิลค์รันไปใช้มีดังนี้ 1. ลดต้นทุนรวมของการขนส่ง กล่าวคือการที่ Supplier แต่ละรายจัดส่งวัตถุดิบมาให้โรงงานทำให้ Supplier แต่ละรายต้องจัดหารถขนส่ง และการนำส่งอาจจะมาโดยไม่ตรงต่อเวลา ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นในราคาซื้อวัตถุดิบจาก Supplier 2. ลดต้นทุนในการจัดเก็บ (Stock) ของผู้ผลิตและ Supplier โดยเน้นให้ผลิตออกมาทันเวลาพอดี ขนส่งทันเวลาพอดี และส่งมอบให้ลูกค้าแบบทันเวลาพอดี ทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จ แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องมีการประเมินความต้องการของลูกค้าให้แม่นยำและสั่งผลิตให้แม่นยำและรอบคอบจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี 3. สามารถกำหนดตารางการผลิตได้แน่นอนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตเป็นผู้ดำเนินการส่งรถออกไปรับสินค้าจาก Supplier เอง ทำให้กำหนดและควบคุมเวลาการดำเนินการได้เป็นอย่างดี 4. ลดปัญหาการจราจรหน้าโรงงานเพราะหากให้ Supplier แต่ละรายมาส่งด้วยตัวเอง การจัดการจราจรหน้าโรงงานจะยากลำบาก และการตรวจรับสินค้าก็ยิ่งล่าช้า แต่ระบบมิลค์รันต้องตรวจเช็คสินค้าก่อนรับขึ้นรถอยู่แล้วทำให้สามารถถ่ายสินค้าเข้าโรงงานผลิตได้ทันที่ที่รถมาถึง 5. สิ่งแวดล้อมรอบๆโรงงานดีขึ้น เมื่อลดปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาส่งของลงได้ มลพิษรอบโรงงานก็ยิ่งลดลง ชุชมในบริเวณนั้นก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อนและจะไม่เกิดข้อร้องเรียนที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร ระบบขนส่งแบบมิลค์รันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจชั้นนำของโลกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ที่ต้องรับชิ้นส่วนยานยนต์มาจาก Supplier หลายๆรายเพื่อนำมาประกอบยังโรงงานประกอบรถยนต์โดยที่ผลิตออกมาทันเวลาพอดี ดังนั้นหัวใจสำคัญของการนำระบบมิลค์รันไปใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดคือ การควบคุมเวลา หากสามมารถควบคุมเวลาได้แล้วผู้ประกอบการจะเห็นว่าต้นทุนรวมทั้งระบบจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดอีกทั้งจะทำให้ศักยภาพในการผลิตสูงขึ้นโดยไม่มีความสูญเปล่า
23 พ.ค. 2020
การวิเคราะห์การลงทุน
การวิเคราะห์การลงทุน
การวิเคราะห์การลงทุนเป็นวิธีหนึ่งที่ป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน ให้กับผู้ประกอบการได้ การเริ่มต้นธุรกิจมีความเสี่ยงสูงยิ่งเงินลงทุนสูงความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตาม ดังนั้นเจ้าของกิจการที่จะเริ่มลงทุนในกิจการใหม่ๆหรือเป็นกิจการที่จะลงทุนเพื่อการขยายควรวิเคราะห์การลงทุนก่อนเพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนดีหรือไม่ นอกจากนั้นการวิเคราะห์การลงทุนยังทำให้เราทราบว่าการลงทุนนี้จะมีผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ด้วย การลงทุนสามารถแยกออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. การลงทุนเพื่อทดแทนและปรับปรุง เช่นซื้อเครื่องจักรใหม่แทนเครื่องจักรเก่า เพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก็ได้ 2. การลงทุนเพื่อขยายกิจการ เป็นการลงทุนในการขยายโรงงานหรือสร้างโรงงานใหม่ รวมทั้งเพิ่มสายการผลิต 3. การลงทุนเพื่อเริ่มธุรกิจ เป็นการลงทุนในกิจการใหม่ มีตัวชี้วัดทางการเงินที่นิยมนำมาวิเคราะห์การลงทุน 4 ตัวชี้วัด ซึ่งทาง BSC จะอธิบายในหัวข้อ การตัดสินใจการลงทุน การวิเคราะห์การลงทุนที่ดีไม่ควรวิเคราะห์เพียงการเงินด้านเดียวแต่ควรวิเคราะห์ทั้งหมด 6 ด้านคือ - วิเคราะห์ด้านตลาด มีช่องว่างตลาดไหม ขายได้ไหม - วิเคราะห์ด้านเทคนิค คือผลิตได้ไหม ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง - วิเคราะห์ด้านการเงิน ด้วยการจัดทำความเป็นไปได้ของโครงการ - วิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ ดูว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะสมไหม ยังลงทุนได้ไหม - วิเคราะห์ด้านการบริหาร มีบุคลากรพร้อมไหม มีประสบการณ์บริหารไหม - วิเคราะห์สิ่งแวดล้อมโดยล้อมว่าพร้อมไหม ติดกฏหมายหรือข้อบังคับอะไรไหม การวิเคราะห์การลงทุนมีขั้นตอนดังนี้ จากขั้นตอนการวิเคราะห์การลงทุนข้างบนนี้ทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้รับผิดชอบจัดทำโครงการลงทุนต้องมีการวางแผนหาข้อมูลให้ครบเพื่อให้การวิเคราะห์มีความแม่นยำและถูกต้องขึ้น การหาข้อมูลและกำหนดรูปแบบการลงทุนในโครงการนั้นจะต้องหาข้อมูลทางการเงินด้วยเพื่อนำมาจัดทำประมาณการทางเงินซึ่งคือการพยากรณ์ว่าการลงทุนนี้จะได้รับผลตอบแทนและมีรายได้ ค่าใช้จ่ายเท่าใด โดยการรวบรวมข้อมูลนั้นจะต้องมีการหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ดังนี้ 1. เงินลงทุนในโครงการ ก็คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการลงทุน เงินลงทุนส่วนนี้จะรวมถึงเงินลงทุนในทรัพย์สินถาวรและเงินทุนหมุนเวียนด้วย คุณจะต้องหาข้อมูลราคาเครื่องจักร ราคาค่าสร้างโรงงาน ค่าตกแต่งสำนักงาน อุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าด้วย รวมทั้งจำนวนเงินที่จะสต๊อกวัตถุดิบและการให้เครดิตกับลูกหนี้การค้า เมื่อทราบจำนวนเงินทั้งหมดแล้วก็ให้มาคำนวณว่าเจ้าของว่ามีเงินลงทุนเท่าใด ส่วนที่เหลือก็จำเป็นต้องไปขอเงินกู้หรือหาผู้ร่วมทุนเพื่อให้โครงการนี้ได้เกิดขึ้นจริงๆ 2. การกำหนดระยะเวลาของการจัดทำประมาณการทางการเงิน ควรจะจัดทำประมาณการอย่างน้อย 3 ปีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและอย่างน้อย 5 ปีสำหรับธุรกิจขนาดกลาง 3. รายได้ที่จะได้รับจากการลงทุนตลอดระยะเวลาที่เราจัดทำประมาณการทางการเงิน 4. ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนตลอดระยะเวลาการจัดทำประมาณการ 5. จำนวนเงินกู้ที่ต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ระยะเวลาการคืนหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะต้องเสียให้กับสถาบันการเงินและจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระแต่ละเดือน 6. ทรัพย์สินที่จะต้องซื้อเพื่อการลงทุนมีอะไรบ้าง ราคาเท่าใด 7. บุคลากรที่จะจ้างและค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายในแต่ละปี 8. ประมาณการลูกหนี้การค้าที่จะเกิดขึ้นหากต้องให้เครดิตเทอม 9. กฏหมายที่เกี่ยวข้องและข้อบังคับของธุรกิจที่จะต้องปฏิบัติตาม 10. การวางระบบต่างๆต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าใด 11. ค่าจดทะเบียนและค่าธรรมเนียมต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต สำหรับปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์การลงทุนก็คือ เงินลงทุนของโครงการ กระแสเงินสดรับจ่ายของโครงการและการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ความน่าลงทุน หากคุณสามารถหาข้อมูลและจัดทำปัจจัยสำคัญของการวิเคราะห์การลงทุนได้แล้วคุณก็สามารถประเมินและตัดสินใจลงทุนได้ด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่าการไม่วิเคราะห์เลย เพราะผู้ประกอบการไทยมักมีความกล้าได้กล้าเสีย เมื่อมองว่าเป็นโอกาสก็ลงทุนเลยโดยไม่วิเคราะห์และหาข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งจะพบกับความล้มเหลวได้ง่าย จึงขอให้ผู้จะเริ่มลงทุนศึกษาการวิเคราะห์การลงทุนเพิ่มเติมได้จากการสัมมนา อบรม ที่หน่วยงานภาครัฐจัดอบรมให้
22 พ.ค. 2020
การวางแผนภาษีนิติบุคคลของธุรกิจ SMEs
การวางแผนภาษีนิติบุคคลของธุรกิจ SMEs
การวางแผนเสียภาษีไม่ใช่การโกงภาษีหรือหนีภาษี แต่เป็นการวางแผนให้เสียภาษีน้อยที่สุดและมีความถูกต้องตามที่ทางกรมสรรพากรกำหนด ดังนั้นธุรกิจ SMEs ต้องศึกษาและเข้าใจถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของธุรกิจตนเอง เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆที่หักค่าลดหย่อนได้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลใช้การคำนวณจากกำไรของกิจการโดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราเสียภาษีเกือบทุกปี ฝ่ายบัญชีของธุรกิจ SMEs จึงควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อนรอบบัญชีปีถัดไปเพื่อวางแผนภาษีได้ สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2560 เป็นดังนี้ นิติบุคคลประเภท, บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและต้องมียอดขายไม่เกิน 30 ล้านบาทกรมสรรพากรถือว่าเป็นนิติบุคคล SMEs จะได้สิทธิเสียภาษีตามตารางข้างบน ดังนั้นนิติบุคคล SMEs ที่ต้องแต่งตัวเลขหรือทำตัวเลขงบการเงินให้ขาดทุนทุกปี ควรศึกษารายละเอียดการเสียภาษีใหม่นี้เพราะหากทำให้กิจการมีกำไรก่อนเสียภาษีไม่เกิน 300,000 บาทก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว พร้อมทั้งยังทำให้งบการเงินดูสวยขึ้นเมื่อไปขอเงินกู้จากธนาคารอีกด้วย ธุรกิจ SMEs จำนวนมากที่ดำเนินการมานานมากแล้วมักทำตัวเลขขาดทุนทุกปี ทำให้เกิดขาดทุนสะสมจำนวนมากจนบางครั้งทำให้ทุนของผู้ถือหุ้นติดลบไปด้วย มีผลให้กู้เงินที่ไหนก็ไม่ได้ ติดต่อกับบริษัทใหญ่งบการเงินก็ไม่สวยจึงไม่ได้งาน ดังนั้นธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนการเสียภาษีที่ดีและประหยัดดังนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องมีระบบบัญชีที่ดี อาจไม่จำเป็นต้องมีระบบโปรแกรมสำเร็จรูปของบัญชีที่แพงๆก็ได้แต่ต้องมีการปิดงบกำไรขาดทุนได้ทุกเดือนเพื่อทราบผลการดำเนินงานจริงที่เกิดขึ้นและกำไรที่ได้รับในแต่ละเดือน การทราบผลก็เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าทั้งปีจะได้กำไรเท่าไหร่และจะได้จัดหาค่าใช้จ่ายที่ได้รับสิทธิประโยชน์มาหักยอดขายให้มีกำไรที่ไม่เกิน 300,000 บาทหรือเสียภาษีให้น้อยที่สุด รู้เรื่องภาษีและกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตนเอง ธุรกิจแต่ละประเภทจะมีเรื่องกฏหมาย ข้อบังคับและภาษีที่แตกต่างกัน เช่นธุรกิจน้ำผลไม้บรรจุในกระป๋อง ก็มีเรื่องของการขอมาตรฐานอาหารและยามาเกี่ยวข้องรวมทั้งยังต้องเสียภาษีสรรพาสามิตอีกด้วย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดว่ามีภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องและต้องไปเสียในแต่ละปี มีกฏหมายข้อบังคับอะไรบ้าง หากบอกว่าไม่รู้เรื่องเมื่อถูกปรับก็ไม่ใช่ข้ออ้างได้เพราะเรื่องของการเสียภาษีเป็นหนี้ที่เราต้องชำระเป็นอันดับแรก ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่ศึกษาภาษีและกฏหมายทำให้ถูกปรับและถูกดำเนินคดีได้ภายหลัง รู้เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธุรกิจตนเอง กรมสรรพากรมีการประกาศเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องภาษีนิติบุคคลทุกครั้ง หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมผู้ประกอบการสามารถไปอ่านได้ที่http://www.rd.go.th/publish/308.0.html เรื่องสิทธิประโยชน์ของภาษีจะมีทั้ง - การยกเว้นภาษี - การลดอัตราภาษี - การหักค่าใช้จ่ายที่ได้มากกว่าหนึ่งเท่า เช่นค่าอบรมสัมมนาได้ 2 เท่า - การหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินในอัตราเร่ง รู้จักการทำสัญญาเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษี การทำสัญญาที่ต่างกันอัตราการเสียภาษีก็ต่างกันไปด้วย เช่น - ทำสัญญาขายหรือสัญญารับจ้างทำของ - ทำสัญญาเช่าพื้นที่หรือสัญญาให้บริการใช้พื้นที่ - ทำสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเช่าลีสซิ่ง - ทำสัญญาขายบ้านหรือสัญญารับจ้างสร้างบ้าน - ทำสัญญาให้เช่าอสังหาริมทรพย์แบบแยกส่วน คือ เช่าพื้นที่,เช่าเฟอร์นิเจอร์, ให้บริการทำความสะอาด นำตัวเลขภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมาใช้คำนวณในการวางแผนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย ผู้ประกอบการ SMEs ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วจากการรับจ้างทำของให้นำตัวเลขภาษีเหล่านี้มาใช้เพื่อให้กิจการมีกำไรในตอนสิ้นปีเพื่อเป็นประโยชน์ในการขอเงินกู้จากธนาคารและยังไม่ต้องถูกเพ่งเล็งด้วยว่ามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ไม่เคยขอคืนเลยทั้งๆที่กิจการก็ยังมีผลขาดทุน การวางแผนภาษียังมีกลวิธีอีกหลายวิธี ที่กิจการจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เจ้าของกิจการควรติดตามการให้สิทธิลดหย่อนต่างๆเพื่อการจ่ายภาษีจะได้ถูกต้องและมีความประหยัดด้วย เช่นเมื่อต้นปี 2559 ทางกรมสรรพากรได้ให้ธุรกิจ SMEs ยื่นจดแจ้งการใช้บัญชีชุดเดียวเพื่อได้รับการยกเว้นภาษีในรอบบัญชีปี 2559 และเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิที่เกินจำนวน 300,000 บาทขึ้นไป
22 พ.ค. 2020