โทรศัพท์ 1358

“ดีพร้อม” รวมพลังปรับภูมิทัศน์ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
“ดีพร้อม” รวมพลังปรับภูมิทัศน์ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 - นายวีระพล ผ่องสุภา เลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน และ นางสาวจินดา ธนาดำรง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ นำคณะเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกิจกรรม "ปรับภูมิทัศน์ กสอ." เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 4 (DIPROM Rama IV Campus) กล้วยน้ำไท คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ดีพร้อมได้ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบอาคารที่ทำการ ด้วยการร่วมกันปลูกต้นไม้นานาชนิด เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับองค์กร รวมถึงเป็นการสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม ร่มรื่น และสะอาดตาให้กับผู้มาติดต่อราชการ อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษทางอากาศ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีให้กับบุคลากรอีกด้วย
13 ก.ค. 2026
“ดีพร้อม” ผนึกภาคีเตรียมจัด “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” สร้างพลังเยาวชนอนุรักษ์ทะเล พร้อมเปิดเวทีผู้ประกอบการรักษ์โลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
“ดีพร้อม” ผนึกภาคีเตรียมจัด “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” สร้างพลังเยาวชนอนุรักษ์ทะเล พร้อมเปิดเวทีผู้ประกอบการรักษ์โลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมหารือรายละเอียดการดำเนินกิจกรรม “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา” ครั้งที่ 2/2569 โดย ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นางสาวศิรินันท์ ศิริพานิช รองประธานอนุกรรมการฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายสุรพล ปลื้มใจ และนายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางพงษ์ศิริ วรรณศรี รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นางสาวจุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร ผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ นายเจษฎา ถาวรศักดิ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม นางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และนางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม การประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมด้านรูปแบบกิจกรรม แผนการดำเนินงาน และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ประกอบด้วย Immersive Experience ถ่ายทอดเรื่องราวใต้ท้องทะเลผ่านเทคโนโลยี 360 องศา Exhibition นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศทางทะเล Community Market ตลาดรวบรวมผลิตภัณฑ์จากชุมชนและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Talk & Workshop เวทีเสวนาและกิจกรรมเวิร์กชอปจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการพื้นที่ การอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เยาวชนและประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล พร้อมส่งต่อแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบสู่สังคมในวงกว้าง การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ดีพร้อม ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในโซน Community Market โดยรวบรวมสินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และสะท้อนบทบาทของผู้ประกอบการไทยในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ดีพร้อมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยังได้จัดกิจกรรม Sea Sharing – Mini Talk ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลผ่านหัวข้อที่หลากหลาย ได้แก่ Upcycle Magic: ชุบชีวิตเศษวัสดุสู่หัตถกรรม ร่วมสมัยมูลค่าสูง, Climate Change: ต่อยมหายใจให้ปะการัง มาตรฐานปัง ทะเลรอด โลกไม่ร้อน, ความงามที่ไม่ทำร้ายท้องทะเล, ขนส่งเขียว เพื่อท้องทะเลสีฟ้า, Waste to Wonder: การแปรรูปเปลือกหอยแมลงภู่ สู่วัสดุสร้างสรรค์และเครื่องประดับยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น กิจกรรม Upcycle จากฝาขวดพลาสติก ร้อยสร้อยข้อมือ พวงกุญแจสไตล์น่ารัก พร้อมรักษ์ทะเล เรียนรู้การนำฝาขวดพลาสติกเหลือใช้มาแปรรูปเป็นลูกปัดรีไซเคิลและสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้และลดปริมาณขยะพลาสติก รวมถึงกิจกรรม Sea Soul XO Workshop Paint Your Ocean Companion ชวนผู้เข้าร่วมสร้างสรรค์และเพ้นท์ฟิกเกอร์จากเปลือกหอยแมลงภู่ที่ผ่านการแปรรูปเป็นวัสดุมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กิจกรรม “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5 เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ท้องทะเลผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับท้องทะเลไทยและร่วมขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน
13 ก.ค. 2026
“นายกฯ อนุทิน” เปิดฉากยิ่งใหญ่!! "International Healthcare Week 2026" มหกรรมสุขภาพระดับเอเชีย พร้อมเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของ “ดีพร้อม”
“นายกฯ อนุทิน” เปิดฉากยิ่งใหญ่!! "International Healthcare Week 2026" มหกรรมสุขภาพระดับเอเชีย พร้อมเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของ “ดีพร้อม”
กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 - ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “International Healthcare Week 2026” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วย นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริม อุตสาหกรรม นายกิตติโชติ ศุภกำเนิด ผู้อำนวยการกองพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ งานแสดงสินค้านานาชาติระดับเอเชีย International Healthcare Week 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand Gateway to Southeast Asia Health Hub” เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และเวลเนสของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อ และบุคลากรทางการ แพทย์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 54 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือใน อุตสาหกรรมสุขภาพอย่างครบวงจร ภายในงานมีไฮไลท์ที่สำคัญคือ การผนึกกำลังของ 4 งานแสดงสินค้าด้าน การแพทย์ ได้แก่ 1) CPHI South East Asia 2) World Health Expo 3) Medtec Southeast Asia และ 4) Thailand Medical and Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รวบรวมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เครื่องมือและ อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงบริการด้านสุขภาพ ยา และเภสัชภัณฑ์ ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม สุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ การเจรจาจับคู่ ธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องจากทั่วโลกอีกด้วย ในส่วนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมออกบูธจัดนิทรรศการใน Zone 2 Innovation to Commercial โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการพัฒนาตามโจทย์จากโรงเรียนแพทย์ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดย “ดีพร้อม” มีส่วนช่วยในการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นการใช้งานผลิตภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ไทย ประกอบด้วย ถุงกันน้ำสำหรับผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้อง (PD Shower Bags) ขวดให้ความชื้น ในออกซิเจน (Oxygen Humidifier) ขวดรองรับสารคัดหลั่งเลือด (Suction Canister) ชุดถุงให้อาหารทางสายยาง (Enteral Feeding Bag Set) สายให้อาหารทางจมูก (Nasogastric Tube: NG Tube) เฝือกดามกระดูกที่มีโครงสร้าง ช่วยลดการอับชื้น (Orthopedic Cast) เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ (Automated Dispensing Machine) นอกจากนี้ ดีพร้อม ยังมีการให้บริการคลีนิคอุตสาหกรรม โดยจัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางการแก้ไข ปัญหาแก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งเผยแพร่งานบริการและตัวอย่างความสำเร็จของดีพร้อมให้เป็นที่รู้จัก ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าชมงานได้ระหว่างวันที่ 8 - 10 กรกฎาคม 2569
13 ก.ค. 2026
“รองอธิบดีพลาวุธ” บินตรงเมืองล้านนา เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ จากหน่วยงานรัฐ-เอกชนภาคเหนือ ลุยพลิกโจทย์พื้นที่สู่การยกระดับ ผปก.ไทย ด้วยพลังทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
“รองอธิบดีพลาวุธ” บินตรงเมืองล้านนา เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ จากหน่วยงานรัฐ-เอกชนภาคเหนือ ลุยพลิกโจทย์พื้นที่สู่การยกระดับ ผปก.ไทย ด้วยพลังทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
จ.เชียงใหม่ 9 กรกฎาคม 2569 - นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับภูมิภาค ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมด้วย นายวรวิทย์ จิรัฐิติเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 นางเกษสุดา ดอนเมือง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 นางสาวจิรประภา ขจรบุญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมจังหวัดเและผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าจังหวัด ผู้แทนสถาบันการเงิน ผู้แทนสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ณ ห้องเพชรรัตน์ ชั้น 3 โรงแรมดิเอ็มเพรส อ.เมืองเชียงใหม่ และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting กิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับภูมิภาคในพื้นทึ่ภาคเหนือ จัดขึ้นภายใต้โครงการศึกษาวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาภาคความอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรวบรวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 117 ท่าน จาก 21 จังหวัด อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการเพิ่มขีดความสามารถและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาวต่อไป โดยผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสะท้อนถึงปัญหา อุปสรรค และความต้องการในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จะได้นำไปศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนปรับปรุงการดำเนินงาน พร้อมพัฒนากลไกและรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การจัดทำโครงการที่ตอบโจทย์และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนาที่มุ่งเน้นเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ ภายใต้นโยบาย “DIPROM FLEXi : ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสอดรับกับนโยบาย ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของประชาชน ด้วยการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนผ่านระบบรับเรื่องร้องเรียนเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) พร้อมการบูรณาการในการตอบสนองการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว
13 ก.ค. 2026
อก.- กห. - อว. ดัน “Defense Tech เมดอินไทยแลนด์” ขับเคลื่อน THAIDEF-EX 2026 เวทีแรก เชื่อม งานวิจัย สู่ ภาคการผลิต "ดีพร้อม" นำทัพรวมพลังผู้ประกอบการ หนุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ระดับสากล
อก.- กห. - อว. ดัน “Defense Tech เมดอินไทยแลนด์” ขับเคลื่อน THAIDEF-EX 2026 เวทีแรก เชื่อม งานวิจัย สู่ ภาคการผลิต "ดีพร้อม" นำทัพรวมพลังผู้ประกอบการ หนุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ระดับสากล
กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด “การจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569” หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026: THAIDEF-EX 2026 พร้อมทั้งให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (พื้นที่ศรีสมาน) การจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ถือเป็นการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครั้งแรก ภายใต้ แนวคิด “Power of Self Reliance: พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” โดยมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศมาแสดง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภายในประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเปิดพื้นที่ให้ ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาต่อยอดสู่การผลิตและการใช้งานจริง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการจ้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล โดย นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพ รวมทั้งผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนและระบบวิศวกรรม หากสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคการผลิตเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยจากผู้ผลิตชิ้นส่วนให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และ นวัตกรรม เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ภาคการผลิต ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการพัฒนากระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามระบบมาตรฐานยุทโธปกรณ์ ภายในงานดังกล่าว นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การปรับตัวอุตสาหกรรมไทย และทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงคือ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร
10 ก.ค. 2026
“ดีพร้อม” ร่วมขับเคลื่อนสินค้า MiT หนุน SMEs ไทย เพิ่มโอกาสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยกระดับ Local Content สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“ดีพร้อม” ร่วมขับเคลื่อนสินค้า MiT หนุน SMEs ไทย เพิ่มโอกาสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยกระดับ Local Content สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบหมายให้ นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับรองและออกเครื่องหมายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนายวุฒิชัย ประชาพร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางเปมิกา ปาลวัฒน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณากรอบการดำเนินงานและมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Thai SME-GP) การขึ้นทะเบียนสินค้า MiT เพื่อสร้างแต้มต่อด้านราคาให้กับผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าภายในประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายปี 2570 ที่ต้องการให้สัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ไทยเป็นลำดับแรก เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ระบบราง การแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องอาศัย Demand ภาครัฐเป็นหลัก พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้เสนอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขในการขอรับรองและออกเครื่องหมายสินค้า MiT การแต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามในใบรับรอง MiT รวมถึงแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้า MiT เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างเอกชนกับภาครัฐ (Business to Government: B2G) พร้อมร่วมรับฟังสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา เพื่อวางกรอบนโยบายการดำเนินงานและยกระดับการตรวจสอบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและสินค้าไม่ได้มาตรฐานในอนาคต “รองอธิบดีดุสิตฯ” ได้สอบถามที่ประชุมเกี่ยวกับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การจัดการผลิตและนำเข้า หลักเกณฑ์การคำนวณ Local Content การคำนวณครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าการตลาด และกำไรหรือไม่ รวมถึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อผลักดันให้การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การรายงานข้อมูลรายเดือนของผู้ประกอบการผ่านระบบ i-Single Form การยกระดับระบบ QR Code บนใบรับรอง MiT ควรเชื่อมต่อไปยังใบอนุญาตของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้ทันที ในลักษณะเดียวกับใบ มอก. และ ECO Sticker เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ระบบราง การแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องอาศัย Demand ภาครัฐเป็นหลักนั้น เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดรายผลิตภัณฑ์ แต่สามารถใช้กลไกในการกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง โดยการกำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศในการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดให้มีการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศหรือมีสัดส่วนการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยในไทย ซึ่งไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การการค้าโลก (WTO Agreement on Government Procurement) และไม่เคยเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้การตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศมาก่อน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือถึงมาตรการ “MiT Plus” เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ภาคเอกชน เช่น การหารือร่วมกับกรมสรรพากรเพื่อกำหนดมาตรการภาษี การหารือร่วมกับ BOI เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เช่น กลุ่ม Data Center หรืออุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ต้องใช้สินค้า MiT อย่างน้อย 60% แลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้าง Value Chain ขึ้นในระบบเศรษฐกิจของไทย
09 ก.ค. 2026
“ดีพร้อม” ร่วมรับฟังข้อเสนอภาครัฐ–เอกชน เดินหน้ายกระดับ SME ไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
“ดีพร้อม” ร่วมรับฟังข้อเสนอภาครัฐ–เอกชน เดินหน้ายกระดับ SME ไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบหมายให้ นายสุรพล ปลื้มใจ นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) พร้อมด้วย นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ในการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดแนวทางยกระดับผู้ประกอบการไทย ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการเร่งด่วนและการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยที่ประชุมได้ร่วมกันให้ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูล SMEs กลางของประเทศ ที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น ควบคู่กับการผลักดันผู้ประกอบการนอกระบบซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 48 ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เพื่อรับมือกับสินค้านำเข้าราคาต่ำที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับสินค้าและบริการท้องถิ่น โดยนำอัตลักษณ์หรือ DNA ของแต่ละจังหวัด มาพัฒนาเป็นเรื่องราว (Story Telling) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมผลักดันสินค้าเด่น (Product Champion) ของแต่ละพื้นที่ให้สามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพร้านโชห่วย ร้านค้าท้องถิ่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเป็นการสร้างรายได้ห้ชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อึปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านการยกระดับกระบวนการผลิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาการตลาด การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลอดจนการดำเนินโครงการสำคัญ อาทิ โครงการ Big Brother ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย และจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อเสนอในครั้งนี้ไปต่อยอดเป็นแนวทางการดำเนินงานและมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
09 ก.ค. 2026
“อธิบดีณัฏฐิญา” ร่วมประชุมผู้บริหาร ก.อุตฯ เดินหน้า ONE MIND เร่งบูรณาการระบบร้องเรียน อก. ยกเครื่องสายด่วน 1564
“อธิบดีณัฏฐิญา” ร่วมประชุมผู้บริหาร ก.อุตฯ เดินหน้า ONE MIND เร่งบูรณาการระบบร้องเรียน อก. ยกเครื่องสายด่วน 1564
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม (ONE MIND) ครั้งที่ 2/2569 (ประจำเดือนกรกฎาคม 2569) เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามนโยบาย และพิจารณามาตรการสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมฯ อย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยก่อนเริ่มวาระการประชุมฯ นายวราวุธ ได้กล่าวต้อนรับนายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และมอบหมายให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 จากนั้น นายวราวุธ ได้ขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้เข้าร่วมการสนับสนุนข้อมูลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ที่ได้ประชุมเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว และได้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณไปแล้ว จึงขอให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการไปชี้แจงต่อกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการงบประมาณด้วยตัวเอง หากมีประเด็นใดขัดข้องจะต้องให้ตนช่วยในการประสานก็ขอให้รีบแจ้งได้ในทันที และเมื่องบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกหน่วยงานวางแผนในการใช้จ่ายงบประมาณฯ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วและเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย นายวราวุธ ยังได้ติดตามความคืบหน้าถึงความชัดเจนของนโยบายเรื่องการบูรณาการช่องทางการสื่อสารและการรับเรื่องร้องเรียนของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เป็นระบบเดียวกัน โดยอาจจะต้องปรับระบบหมายเลข 1564 สายด่วนร้องเรียนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนเดิมและมีผู้ใช้เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของประชาชนเห็นว่าควรใช้เบอร์สายด่วน 1564 ดังกล่าวเป็นเบอร์หลักของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกหน่วยงานของกระทรวง และขอให้มีเจ้าหน้าที่รับสายที่พร้อมให้คำตอบ ให้คำแนะนำ หรือรับฟังปัญหา ทั้งในเวลาราชการ และถ้าเป็นไปได้นอกเวลาราชการด้วยยิ่งดี แต่ก็ไม่อยากให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่มากเกินไปนัก จึงขอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมช่วยเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมต่อไป
09 ก.ค. 2026
“อธิบดีณัฏฐิญา” ประกาศความสำเร็จ งาน "DIPROM Creative & Innovation 2026" ชูนวัตกรรม Generative AI ยกระดับ 50 ผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากล คาดกระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 30 ล้านบาท
“อธิบดีณัฏฐิญา” ประกาศความสำเร็จ งาน "DIPROM Creative & Innovation 2026" ชูนวัตกรรม Generative AI ยกระดับ 50 ผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากล คาดกระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 30 ล้านบาท
กรุงเทพฯ 2 กรกฎาคม 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานแถลงความสำเร็จในการจัดงาน "DIPROM Creative & Innovation 2026" พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม (DIPROM) ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) มุ่งมั่นการดำเนืนงานภายใต้นโยบาย DIPROM Flexi เพื่อปลดล็อกขีดจำกัดของผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมจัดกิจกรรมเชื่อมโยงธุรกิจสู่ตลาด และการจับคู่ธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีความต้องการสอดคล้องกัน รวมทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น Generative AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขยายช่องทางการตลาด โดยการต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยกว่า 50 ผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย, และของขวัญของตกแต่งบ้าน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ (Mood Consumption) และกระแสความยั่งยืนของโลก ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้มากกว่า 30 ล้านบาท รวมถึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การขยายตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตร เช่น Shopee, Lazada และ TikTok รวมถึงการส่งเสริมการส่งออกในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม “อธิบดีณัฏฐิญา” กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชุมชนและสินค้าโอทอป (OTOP) ถือเป็นฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ดีพร้อม มุ่งมั่นในการพัฒนาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ (1) การใส่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity & Innovation) มาใช้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานและสร้างเรื่องราว เพื่อเพิ่มมูลค่าผ่าน Soft Power (2) การผลักดันและส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างโอกาสให้สินค้าชุมชนและโอทอป (OTOP) เข้าสู่โมเดิร์นเทรดและตลาดต่างประเทศ พร้อมการขยายช่องทางออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok และ (3) การสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการให้คำปรึกษาแนะนำและเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ใน Pilot Plant ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 11 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ในการทดลองการผลิต และ (4) การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านบริการ "เงินทุนหมุนเวียน หรือ ดีพร้อมเปย์" โดยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 2% นอกจากนี้ ยังมีการส่งต่อให้กับกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ, ธนาคาร SME Bank และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในวงเงินที่สูงขึ้น
06 ก.ค. 2026
“วราวุธ” หนุน “DIPROM Community SkillUp” สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ดันรายได้เพิ่ม เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจชุมชน ผ่านการต่อยอด เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในท้องถิ่น
“วราวุธ” หนุน “DIPROM Community SkillUp” สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ดันรายได้เพิ่ม เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจชุมชน ผ่านการต่อยอด เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในท้องถิ่น
จ.สุพรรณบุรี 3 กรกฎาคม 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “DIPROM Community SkillUp : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นผู้กล่าวราย มีนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นางดวงดาว ขาวเจริญ นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล นายกฤศ จันทร์สุวรรณ นายวัชรุน จุ้ยจำลอง นายวีรพงศ์ เอี่ยมเจริญชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมผู้เข้าอบรมเข้าร่วมด้วย รมว.วราวุธ ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ การเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนมีทักษะอาชีพ มีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ​กระทรวงอุตสาหกรรม จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “DIPROM Community SkillUp” ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยโครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และพัฒนาไปสู่การดำเนินธุรกิจในระดับชุมชน ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ระดับประเทศ ​สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง การผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทยและลูกประคบธัญพืชไฮเทค ซึ่งได้รับการพัฒนาสูตรให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลและฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายหรือการแข่งขันกีฬาได้ ตลอดจนการผลิตยาหม่องสมุนไพรสูตรร้อนและสูตรเย็น โดยทุกหลักสูตรได้รับการออกแบบให้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ต้นทุนการผลิตไม่สูง สามารถดำเนินการได้จริงในระดับครัวเรือน มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและ ภูมิปัญญาของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยผลลัพธ์สำคัญที่คาดหวังจากโครงการนี้ คือการสร้างผู้ประกอบการฐานรากให้เกิดขึ้นในชุมชนมากขึ้น โดยประชาชนที่เข้ารับการอบรมจะได้รับทั้งองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้เสริม หรือพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดเล็กของตนเองได้ ช่วยขยายฐานผู้ประกอบการของประเทศ เพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในวงกว้าง พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยงสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง อาทิ เครือข่ายการแพทย์แผนไทย ร้านนวดแผนไทย สถานประกอบการสปา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมถึงร้านของฝากและสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผ่านการอบรม ​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านการฝึกทักษะจาก โครงการ “DIPROM Community SkillUp” จำนวน 150 คน จะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้ ผ่านการนำทรัพยากรและวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาต่อยอดโดยใช้ภูมิปัญญาและทุนทางสัฒนธรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนและพื้นที่ เกิดการพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น สามารถยกระดับจากเศรษฐกิจครัวเรือนไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน และขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม และผลลัพธ์สำคัญคือการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการจ้างงานในระบบ การมีทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริงจะช่วยให้คนในชุมชนมีทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาการว่างงาน และลดการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชนในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์สู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ​ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อันจะนำไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานรากรุ่นใหม่ การสร้างงานในท้องถิ่น การเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืนต่อไป
06 ก.ค. 2026